“ไร่กำนันจุล” ต้นไม้โตได้ด้วยร่มเงาจากเจ้าของ

“ไร่กำนันจุล” คุณค่าจากธรรมชาติ สวนเกษตรแบบผสมผสาน อุตสาหกรรมปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และผลิตเส้นไหมเพื่อทดแทนการนำเข้า บุกเบิกนำเทคโนโลยีเพื่อใช้ในการเกษตร เป็นเกษตรก้าวหน้าที่ประสบความสำเร็จมายาวนานถึง 80 ปี

ไร่กำนันจุลตั้งอยู่ที่ ต.วังชมภู อ.เมืองฯ จ.เพชรบูรณ์ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2479 มีอายุ 81 ปี ผู้ก่อตั้งคือกำนันจุล ซึ่งเป็นคนกรุงเทพฯ แต่มีใจรักในด้านงานเกษตรกรรม ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจ ได้อพยพครอบครัวไปที่ จ.เพชรบูรณ์ เพื่อเป็นเกษตรกร และมีความตั้งใจที่จะสร้างสังคมธุรกิจให้เป็นแหล่งทำมาหากินของทุกคน บุกเบิกป่าใน จ.เพชรบูรณ์ที่เต็มไปด้วยไข้มาลาเรีย ใช้ความอุดมสมบูรณ์ของป่า ประกอบกับนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในการเกษตร สร้างอาณาจักรสวนส้มเขียวหวานใหญ่ที่สุดของเมืองไทยในยุคนั้น

ปัจจุบันไร่กำนันจุลบริหารงานโดย คุณจงสฤษดิ์ คุ้นวงศ์ (ทายาทรุ่น 3 ของไร่กำนันจุล ) ซึ่งปัจจุบันมีธุรกิจหลัก 2 อย่างคือ

1.อุตสาหกรรมปลูกหม่อนเลี้ยงไหม โดยส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและผลิตเส้นไหมเพื่อทดแทนการนำเข้า

2.ธุรกิจเสริมด้านการเกษตร สวนผลไม้ประเภทต่าง ๆ อย่างส้ม กล้วย มะละกอ มัลเบอรี เป็นต้น นอกจากนี้ยังเลี้ยงปลา มีโรงงานที่สามารถนำผลผลิตมาแปรรูปเพื่อจำหน่าย มีธุรกิจร้านค้าปลีกไร่กำนันจุล ที่ปัจจุบันมีจุดจำหน่าย 15 สาขาทั่วประเทศ

ซึ่งความน่าสนใจของไร่กำนันจุลนั้นอยู่ที่วัฒนธรรมการทำงานรุ่นสู่รุ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร คือชอบนำแนวคิดใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในการทำงาน และเน้นในเรื่องของผลผลิตที่ต้องมีคุณภาพ เช่น ในยุคสมัยที่เป็นสวนส้มที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยนั้น ทางกำนันจุลได้ริเริ่มแนวคิดในการคัดเกรดส้มตามขนาดเป็นเบอร์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าจากเดิมที่เป็นการขายแบบเหมา

“คุณปู่ได้ริเริ่มแบ่งส้มเป็นเกรดต่าง ๆ กำหนดส้มลูกใหญ่ที่สุดเป็นเบอร์ 0 เล็กลงมาเป็นเบอร์ 1 2 3 4 ไปเรื่อย ๆ และได้ใช้เรียกกันมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งกำนันจุลเป็นคนริเริ่ม”  คุณจงสฤษดิ์ กล่าว

ความน่าสนใจอีกประการหนึ่งของไร่กำนันจุลคือการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งเป็นการลดโรคและแมลงรวมทั้งเป็นการทำให้พืชเกิดภาวะพึ่งพาอาศัยกัน นอกจากนี้ยังใช้การเกษตรแบบ Zero Waste คือการสร้างมูลค่าจากวัสดุเหลือใช้ เช่น นำผลไม้ที่ร่วงหล่นในสวนมาหมักเป็นปุ๋ยชีวภาพ หรือหัวปลาและไส้ปลาที่เหลือจากการทำปลาส้มสามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยใส่ต้นไม้

ตลอด 80 ปี ไร่กำนันจุลได้นำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้กับการเกษตรอยู่ตลอด เช่นในเรื่องอุตสาหกรรมไหม ได้นำเทคโนโลยีจากประเทศญี่ปุ่นมาใช้ ตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์ไหม ผลิตไข่ไหม หรือระบบน้ำที่มีความแม่นยำและให้ปุ๋ยไปพร้อมกันที่ใช้ในสวนก็เป็นเทคโนโลยีจากประเทศอิสราเอล

ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ คุณจงสฤษดิ์ มีวิธีบริหารจัดการโดยยึดตามเจตนารมณ์ของกำนันจุลผู้เป็นปู่ ซึ่งไม่ได้ต้องการให้ธุรกิจทั้งหมดนี้เป็นของส่วนตัวหรือครอบครัวเท่านั้น
“กำนันจุลต้องการสร้างสังคมที่ดี เราจึงอยู่กันเหมือนครอบครัว โดยยึดหลัก 2 ประการที่ว่า 1 ทำให้สังคมของเรานั้นเป็นสังคมของการให้โอกาส พนักงานทุกคนมีโอกาสที่จะเติบโต 2 มีระบบแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม สร้างความเป็นเจ้าของให้พนักงานทุกคน ผลกำไรแบ่งกัน บอกกล่าวถึงผลประกอบการของบริษัทให้พนักงานรู้ เป็นเหมือนหุ้นส่วนหรือคนในครอบครัว”

ข้อสำคัญที่ทำให้ไร่กำนันจุลประสบความสำเร็จมาได้จนถึงทุกวันนี้นั้น คุณจงสฤษดิ์เปิดเผยว่า อย่างแรกคือ มีทีมงานที่ดี ซึ่งสืบเนื่องจากที่ได้กล่าวไว้ว่าต้องการให้สังคมแห่งนี้เป็นของทุกคน ทุกคนทำงานด้วยใจ และอีกหนึ่งเรื่องคือความเป็นนักสู้ ในอดีตที่ผ่านมาไร่กำนันจุลพบเจอวิกฤติและอุปสรรคมามากมาย หลายครั้งตามหลักการแล้วควรจะเลิก แต่ด้วยความที่สู้ไม่ถอย เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นก็สามารถกลับมาและได้ประโยชน์จากการผ่านพ้นวิกฤติ

โครงสร้างหลักเรื่องรายได้ของไร่กำนันจุลนั้น สัดส่วนของอุตสาหกรรมไหมอยู่ที่ 65%  ตลาดส่วนใหญ่ 90% อยู่ในประเทศ ซึ่งเน้นตลาดในประเทศเป็นหลักเนื่องจากมีเป้าหมายการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า โดย 2-3 ปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตเกินกว่า 20% ซึ่งการเติบโตระดับดังกล่าวคุณจงสฤษดิ์คาดการณ์ว่าอีกไม่เกิน 3 ปีจะเกิดภาวะตลาดเต็ม ดังนั้นจึงให้ความสนใจกับตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยวางแผนระยะยาวไว้ว่าจะส่งออกเพิ่มจาก 10% ในปัจจุบัน เป็น 50% ในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า

ไร่กำนันจุลกับธนาคารกรุงเทพนั้นมีความสัมพันธ์กันมานาน ย้อนไปตั้งแต่เริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมไหมเพื่อขยายไปสู่เกษตรกรเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งธนาคารกรุงเทพเป็นธนาคารแรกในเมืองไทยที่ให้สินเชื่อกับเกษตรกรในยุคนั้น ซึ่งทางไร่กำนันจุลเองก็ได้รับการสนับสนุนทางด้านเงินทุนจากธนาคาร เนื่องจากการทำการเกษตรนั้นต้องใช้เวลา ในระหว่างที่รอเพื่อให้ผลผลิตพร้อมเก็บเกี่ยวเพื่อจำหน่าย จำเป็นต้องใช้เงินทุนเพื่อหมุนเวียน รวมถึงการทำโครงการใหม่ก็ต้องมีการขอสินเชื่อ

ซึ่งธนาคารกรุงเทพนอกจากจะให้ความช่วยเหลือในด้านเงินทุนแล้ว ยังให้คำปรึกษาในเรื่องของการทำงาน ซึ่งคุณจงสฤษดิ์เล่าให้ฟังว่า ในสมัยก่อนคุณพ่อคุณแม่ต้องไปที่ธนาคารกรุงเทพถึง 2-3 วันต่อสัปดาห์ เพื่อปรึกษาในเรื่องงาน และได้รับข้อแนะนำที่ดีจากทางธนาคาร ส่วนในยุคปัจจุบันนอกจากสินเชื่อที่ได้รับการช่วยเหลือแล้ว ธนาคารกรุงเทพนั้นยังช่วยให้ลูกค้าทำงานง่ายขึ้นด้วยระบบไอทีที่ทันสมัย ซึ่งมองว่าธนาคารกรุงเทพเป็นผู้นำในด้านนี้

นอกจากนี้ธนาคารกรุงเทพยังมีการจัดสัมมนาให้ความรู้ต่าง ๆ ซึ่งได้รับเชิญไปร่วมงานหลายครั้ง รวมถึงงานเกษตรก้าวหน้า ที่เปิดโอกาสให้ได้มาพบปะกับลูกค้า แม้จะจัดงานแค่ปีละ 1 วัน แต่ยอดขายที่ได้จากงานดีมาก พูดได้ว่าธนาคารกรุงเทพ เป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน อย่างแท้จริง โดยในฐานะลูกค้าของธนาคาร คุณจงสฤษดิ์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการเกษตรก้าวหน้าของธนาคารกรุงเทพว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์ เนื่องจากเมืองไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ดังนั้นจึงเป็นโครงการที่ดีมากของธนาคารกรุงเทพที่ส่งเสริมในด้านนี้ และอยากขอให้มีโครงการนี้อยู่กับเกษตรกรไทยตลอดไป

สุดท้าย ผู้บริหารหนุ่มแห่งไร่กำนันจุลได้ให้คำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเป็นเกษตรกร เผยแง่คิดว่าการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะทำให้สามารถแก้ปัญหาในเรื่องความไม่แน่นอนของธรรมชาติได้ รวมทั้งต้องศึกษาเรื่องการตลาด เช่นเรื่องโซเชียลมีเดียหรือการตลาดออนไลน์ เพราะสามารถเข้าตรงถึงผู้บริโภคได้โดยไม่ต้องผ่านคนกลาง ใช้เทคโนโลยีมาช่วยในด้านการผลิต นำโซเชียลมีเดียมาช่วยในด้านการตลาด

“เด็กรุ่นใหม่อยากประสบความสำเร็จเร็ว ๆ แต่ไม่มีความอดทน เช่นกลัวร้อน ไม่ลงไปดูสวน อย่างนี้ประสบความสำเร็จยาก เทคโนโลยีรวมถึงความรู้อาจใช้ไม่ได้ผลในทุกสถานการณ์ การเข้าไปทำด้วยตัวเองจะทำให้รู้ เข้าใจ และปรับตัวได้ เพราะต้นไม้โตได้ด้วยร่มเงาจากเจ้าของ ไม่ใช่ร่มเงาของคนงาน” คุณจงสฤษดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

169 Total Views 42 Views Today

Leave a Reply