ศูนย์รวมร้านค้าออนไลน์ หลากสไตล์ หลายแนว ด้วย STYLHUNT

หลายคนที่ติดตามข่าวสารวงการ Startup อยู่ตลอดเวลา คงคุ้นหน้าคุ้นตากับชื่อ STYLHUNT กันดี เพราะล่าสุดก็เพิ่งได้รับเงินทุนจากนักลงทุนกันไป เรียกได้ว่าเป็น Startup ไฟแรงที่พร้อมแซงรุ่นพี่รุ่นน้องทุกคน

วันนี้เราจะมาพาไปรู้จักกับพวกเค้าและพูดคุยถึงเรื่องธุรกิจกันอย่างล้วงลึก ใครที่ไม่อยากพลาดข้อมูลเคล็ดลับดี ๆ ตามไปอ่านกันต่อได้เลยครับ

ตอนนี้เราก็ได้ก้าวเข้ามาอยู่ในห้องสัมภาษณ์ที่ทาง STYLHUNT จัดแจงเอาไว้ให้ ซึ่งตรงข้ามผมนี้ก็คือ Co-Founder หนุ่มผู้แถมพ่วงมาด้วยตำแหน่ง CMO ของ STYLHUNT นั่นก็คือ คุณพีระพล เพ็ญมาศ นั่นเอง แต่ก่อนที่เราจะไปทำความรู้จักและพูดคุยว่า STYLHUNT คืออะไร เรามาย้อนอดีตกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของ Startup รายนี้กันก่อนดีกว่าว่าเค้าเป็นมายังไง ทำไมถึงมาอยู่ในจุดนี้ได้ “บริษัทเราเป็นการรวมตัวของคนเก่งในหลาย ๆ ด้าน เราเคยขายของในพวกอีเบย์กันมาก่อน และมีคนที่เคยทำงานในซิลิคอนวัลเลย์มาก่อน รวมทั้งเป็น Co-Founder ของ Groupon ในประเทศไทยด้วย เรารวมตัวกันเพราะเรามีวิสัยทัศน์ที่ต้องการแก้ไขปัญหา E-Commerce ด้านต่างๆที่มีอยู่ของประเทศไทยรวมทั้งอาจจะเป็นปัญหาที่เกิดในประเทศอื่นๆในภูมิภาคของเราด้วย แต่ที่เราเริ่มจากโมเดลปัจจุบันเพราะเราดูข้อมูลแล้วพบว่า นักชอปส่วนมากจะซื้อขายผ่านทางออนไลน์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และโอนเงินผ่านทางแบงก์ ดังนั้นโมเดลที่เราสร้างในตอนนี้เลยเป็นแอพลิเคชันที่รวบรวมร้านค้ายอดนิยมบน เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม นำมาเรียงลำดับตามยอดไลค์ แล้วสร้างวิธีการค้นหาและเลือกสินค้าให้ง่ายต่อการใช้งานมากที่สุด”

โดยทาง STYLHUNT นอกจากจะเป็นแหล่งรวมร้านค้าออนไลน์ไว้ในตัวแอปพลิเคชันเพียงแอปเดียวเพื่อความสะดวกของนักชอปทั้งหลายแล้ว ยังมีลูกเล่นที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ อยู่ด้วยก็คือ “เราจะทำให้การจัดเก็บสินค้าที่ชอบเป็นไปโดยง่าย ถ้าเจอสินค้าแล้วชอบก็เลื่อนขวาเซฟเก็บไว้ ไม่ชอบก็เลื่อนซ้ายปัดทิ้งไป ถ้าเค้าอยากจะซื้อก็สามารถเข้าไปดูในลิสต์ที่ตัวเองเก็บไว้แล้วแชทสั่งซื้อได้เลย”

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ STYLHUNT โดนใจนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ด้วยรูปแบบธุรกิจที่คล้ายกับเจ้าอื่น ๆ แต่ผลตอบรับกลับมากกว่ากันหลายเท่าตัวก็คือ “เราใช้ข้อมูลในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จริง ๆ ถ้าเราจะผลิตสินค้าอะไรสักอย่างเราจะใช้เครื่องมือ Lean Startup ในการสร้าง MVP (Minimum Viable Product) ขึ้นมา ซึ่ง Lean Startup เป็นเครื่องมือที่ใช้สร้างและวัดผลผลิตภัณฑ์ต้นแบบได้อย่างรวดเร็ว” ซึ่งเครื่องมือนี้จะทำให้เราสามารถวัดผลข้อมูลที่ได้จากลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น Feedback ข้อมูลเชิงตัวเลข ข้อมูลเชิงพฤติกรรมเช่น คนชอบมั้ย ไม่ชอบอะไร แล้วนำมาปรับปรุงแล้วพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเราให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

STYLHUNT เองก็เป็นเหมือนเช่นธุรกิจอื่น ๆ ทั่วไปที่ต้องเจออุปสรรคระหว่างการเดินทางอยู่บ้าง ซึ่งปัญหาของเค้าที่เคยพบเจอมาตรงนี้ก็คือเรื่องของ ‘การบริหารเงินทุนในช่วงเริ่มต้น’ “ยิ่งตอนก่อนได้เงินลงทุนนี่ต้องบริหารกันเหนื่อยเลย เราต้องเอาตังค์ตัวเองมาลง ถ้าเราบริหารตัวเองไม่ดีเราก็แย่ เราต้องดูว่าเงินก้อนนี้เราควรจะใช้อะไรดี สิ่งไหนไม่จำเป็นจริง ๆ เราก็ไม่ควรใช้” นอกจากเรื่องเงินแล้วยังมีเรื่องของพฤติกรรมการใช้งานของคนไทยเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย ซึ่งคุณเบิร์ดกล่าวว่า “ผู้ใช้งานไทยจะแตกต่างจากต่างประเทศมาก บางทีพวกเค้าอาจจะยังไม่รู้เลยว่าตัวเค้าเองต้องการอะไร เช่น ลูกค้าบอกว่าการแชทเนี่ยไม่จำเป็นหรอก เราก็ทดสอบเอาช่องแชทออก แล้วให้ทำการสั่งซื้อสินค้าได้โดยตรงทันที ปรากฏว่ายอดการสั่งซื้อกลับลดลง เนื่องจากว่าการมีแม่ค้าคอยตอบแชทเป็นตัวช่วยทำให้ผู้ใช้งานมั่นใจว่าร้านค้ามีตัวตนจริง อีกทั้งร้านค้าก็สามารถเสนอสินค้าอื่นเพิ่มยอดขายได้ด้วย ดังนั้นสิ่งที่เราทำก็คือ หาความต้องการที่แท้จริงของเค้าให้เจอ”

จากการสัมภาษณ์ STYLHUNT ทำให้ได้รู้เลยว่านี่คือ Startup ที่สร้างมาเพื่อพ่อค้าแม่ค้า E-Commerce จริง ๆ เพราะพวกเค้าตอบโจทย์อย่างมากในการเพิ่มช่องทางการขาย เพิ่มฐานลูกค้าให้กับร้านค้าเหล่านั้น จากฐานผู้ใช้ที่มีจำนวนมากทำให้ร้านค้าแต่ละร้านที่เข้ามาร่วมขายในช่องทาง STYLHUNT ได้ลูกค้ากลับไปเป็นเยอะจริง ๆ  อีกทั้งหากค้าขายยู่บนเฟซบุ๊กเป็นหลักอยู่แล้วก็ไม่ต้องคอยจัดการลงรูปซ้ำกันหลาย ๆ รอบ แค่เพียงเชื่อมข้อมูลเข้ากับ STYLHUNT ก็สามารถประหยัดเวลาในการบริหารจัดการไปได้อีกมากเลยทีเดียว

“แอปเราจะไม่ค่อยมีปุ่มเท่าไหร่ เพราะหากมีปุ่มเยอะไปจะทำให้เข้าใจยากและปิดการขายได้ยากด้วย”

แล้วก็มาถึงในจุดไคลแม็กซ์ของการสัมภาษณ์ในวันนี้ ทันทีที่เราถามเรื่องของคู่แข่งของ STYLHUNT คำตอบที่ได้ก็ทำเอาประหลาดใจและน่าติดตามอย่างมาก เพราะคุณเบิร์ดได้บอกให้เราฟังถึงเรื่องนี้ว่า “จริง ๆ คู่แข่งพวกนี้ก็ได้แค่ทำตามเรา STYLHUNT ที่คนเห็นกันทุกวันนี้จริง ๆ แล้วมันยังไม่สมบูรณ์ เรายังมีการพัฒนาอยู่ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทำสินค้าให้ดีขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งตรงนี้อยู่แค่ในช่วงแรกเท่านั้น เราไม่ได้ทำแค่แอปพลิเคชันขายของ เราอยากแก้ไข Ecosystem ให้มันดีขึ้น เรามีการใช้ข้อมูลในการทำงาน มีทีมเวิร์คที่ดี มีเปอร์เซ็นต์คอยวัดทุกอย่าง ซึ่งสิ่งนี้เองเป็นเหตุผลที่ทำให้เราได้ทุนมาด้วย”

ซึ่งจากความสำเร็จตรงนี้ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะขอคำแนะนำสุดท้ายมาฝากเหล่าคนที่อยากทำทั้ง Startup และ E-Commerce ไว้เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการทำธุรกิจ ซึ่งคุณเบิร์ดก็ได้ให้คำแนะนำไว้อย่างดีว่า “เราเห็นบางคนจบมาอยากทำธุรกิจ Startup เป็นของตัวเอง แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คนทั่วไปคิดกัน บางทีเราออกสินค้ามามันทำอาจจะทำเงินไม่ได้เลยในช่วงแรก ต้องใช้เงินตัวเองตลอด เหนื่อยมาก ดังนั้นถ้าอยากเริ่มทำธุรกิจ Startup เราควรมีแนวคิดในการเริ่มทำที่ว่าต้องหาปัญหาที่เราอยากจะแก้ไขให้เจอ ถ้าเราเจอปัญหาที่อยากจะแก้ไขแล้วจริงๆแล้วคิดว่าพร้อมที่จะเริ่มทำธุรกิจ Startup สิ่งที่ควรให้ความสำคัญอันดับแรกเลยคือเรื่องของทีม เพราะทีมเป็นตัวชี้วัดว่าธุรกิจเราจะอยู่รอดมั้ย อย่างเราไปเจอนักลงทุนเค้าก็จะโฟกัสอย่างแรกเลยคือเรื่องทีม เค้าจะดูว่าทีมเราเก่งพอรึเปล่า อีกอย่างนึงก็คือเราต้องหาความรู้ใส่ตัวเองอยู่ตลอดเวลา ความรู้ไหนอัพเดทใหม่เราต้องตามให้ทัน ไม่งั้นเราอาจจะล้าหลังคู่แข่งหรือล้าหลังเพื่อน ๆ ในวงการได้”

สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษา Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้านทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333

info_bbl_4

แสดงความคิดเห็น