Inferno หนึ่งในภาพยนตร์ที่แค่เห็นชื่อดารานำแล้วก็ตัดสินใจดูได้ไม่ยาก

Tom Hanks กลับมาในบทของศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญในการไขรหัสลับ โรเบิร์ต แลงดอน ที่หากใครได้เคยดู The Da Vinci Code กับ Angels & Demons คงจะจำกันได้

ซึ่งในภาคนี้ ศาตราจารย์โรเบิร์ต แลงดอน ก็ยังนำผู้ชมเข้าสู่การไขรหัสลับเช่นเคย แต่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนรก จากจินตนาการของ ดันเต้  อาลีกีเอรี กวีที่มีชื่อเสียงในยุคศตวรรษที่ 13-14 ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงมีชื่อภาษาไทยว่า โลกันต์นรก ในขณะที่ต้นฉบับที่เป็นหนังสือนั้นใช้ชื่อว่า สู่นรกภูมิ

เรื่องราวในภาคนี้ กล่าวถึงศาสตราจารย์แลงดอน ผู้เชี่ยวชาญด้านสัญลักษณ์วิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในอิตาลี พร้อมกับการรับรู้ว่าเขาจำเหตุการณ์อะไรก่อนหน้าไม่ได้เลย แต่กลับมีภาพไม่ปะติดปะต่อในหัวว่าโลกกำลังถูกภัยคุกคาม ซึ่ง ดร.เซียนนา บรูคส์ (รับบทโดย Felicity Jones จาก

The Theory of Everything) แพทย์ที่ดูแลเขาบอกว่าเขาสูญเสียความทรงจำไปเพราะถูกยิงที่ศีรษะ

ในระหว่างที่อยู่โรงพยาบาลนั้นเองก็มีนักฆ่าที่ปลอมตัวเป็นตำรวจเข้ามาสอบสวนเขา เซียนนา จึงได้พาแลงดอนหนีออกมา ทั้งคู่พบเครื่องฉายภาพขนาดเล็กที่ฉายภาพ แผนที่นรก ของซันโดร บอตตีเชลลี ที่ได้แรงบันดาลใจจากวรรณกรรมเรื่อง ดีวีนากอมเมเดีย ของดันเต ซึ่งถือเป็นปริศนาแรกที่ทำให้แลงดอนและเซียนนา ต้องหาคำตอบ

ทั้งคู่พบว่าแบร์ตรองด์ โซบริสต์ (รับบทโดย Ben Foster จาก Warcraft) พันธุวิศวกร ผู้คลั่งไคล้ดันเต ได้สร้างไวรัสที่มีชื่อว่า Inferno ขึ้นมา ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต เพื่อที่จะแก้ปัญหาประชากรล้นโลก ในขณะเดียวกันก็พบว่าเขากำลังถูกวาเยนทาและเจ้าหน้าที่องค์การอนามัยโลกตามล่า จึงทำให้ทั้งสองต้องหลบหนีอีกครั้ง และพบว่าแลงดอนนั้นเคยขโมยหน้ากากมรณะของดันเตมา แต่เขาจำไม่ได้

เซียนนาจะสามารถพาแลงดอนหลบหนีการตามล่าได้หรือไม่ และเรื่องราวที่แท้จริงจะเป็นเช่นไร ภาพแผนที่นรก กับหน้ากากมรณะ เกี่ยวเนื่องกับไวรัส Inferno อย่างไร และแลงดอนจะยับยั้งไวรัสล้างโลกนี้ได้หรือไม่ ถ้าจะให้เล่าก็คงจะไม่อิน ต้องไปตามไขปริศนากันเองค่ะ

Inferno นี้เดิมเป็นผลงานเขียน (นิยาย) ของ Dan Brown ที่ Ron Howard นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ถึงแม้ว่าหลาย ๆ คนจะวิจารณ์กันว่ายังไงก็สู้ The Da Vinci Code ไม่ได้ เพราะค่อนไปในแนวไล่ล่ามากกว่าการไขปริศนา ความซับซ้อนและรายละเอียดลดน้อยลง แต่เน้นแอคชั่นและความตื่นเต้นมากขึ้น จริง ๆ ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนค่ะ หากไม่นำมาเปรียบกับ The Da Vinci Code ที่ถือเป็น First Impression ช่วงนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็สร้างความบันเทิงได้ไม่น้อยเลย

แสดงความคิดเห็น