สิงคโปร์ เร่งสร้างความเชื่อมั่น ให้เป็นประเทศน่าลงทุน

นักลงทุนแทบไม่เชื่อ สิงคโปร์ตกเป็นรองอินโดฯ บรูไน เรื่องประเทศน่าลงทุนสูงในอาเซียน เร่งดันตัวเอง สร้างความเชื่อมั่น ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

นักลงทุนประเมินสถานการณ์การลงทุนในอาเซียนแล้วเปิดเผยว่า ขณะนี้เศรษฐกิจสิงคโปร์อยู่ในภาวะชะลอตัว แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียและบรูไนนั้น นักลงทุนกลับพบว่า ทั้งสองประเทศได้มีการปฏิรูปเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพมากขึ้นแล้ว ทำให้เกิดความน่าสนใจที่จะหอบเม็ดเงินไปลงทุนอย่างมาก และนั่นก็หมายความว่า น่าลงทุนกว่าสิงคโปร์

จากรายงานของ  Doing Business 2017: Equal Opportunity for All ระบุว่า อินโดนีเซียและบรูไน เป็นสองประเทศในกลุ่มสมาชิก AEC ที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างดีในปีนี้

แหล่งข่าวจากธนาคารโลก (World Bank)  เปิดเผยว่า  “จากรายงานการจัดอันดับประเทศที่น่าลงทุนมากที่สุดจาก  1-190  อันดับ  โดยวิธีการตรวจสอบและประเมินผลง่าย ๆ นั่นคือ ผู้ประกอบการท้องถิ่นของแต่ละประเทศ จะต้องดำเนินธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางในประเทศของตน และได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องด้วยกันทั้งหมด  ซึ่งในกระบวนการตรวจสอบและประเมินผลนั้น World Bank ได้มีการติดตามประเมินผลในพื้นที่ 11 แห่ง ช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน 2015-มิถุนายน 2016 มาเรียบร้อยแล้ว”

รายละเอียดของรายงานการจัดอันดับนั้น ได้มุ่งไปยังเรื่องขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการเริ่มต้นทำธุรกิจ  ได้แก่ การจัดการขอใบอนุญาตในธุรกิจก่อสร้าง  ธุรกิจพลังงานไฟฟ้า มาตรการปกป้องความเสี่ยงให้นักลงทุนหรือผู้ถือหุ้น การจ่ายภาษี การซื้อขายสินค้าข้ามพรมแดน  การบังคับใช้สัญญาทางธุรกิจ  การแก้ปัญหาการล้มละลาย และกฎระเบียบของตลาดแรงงาน

นอกจากอินโดนีเซียและบรูไนแล้ว ก็ยังมีสิงคโปร์อีกประเทศหนึ่งที่น่าจับตามองเช่นกันตามที่กล่าวไว้ข้างต้น  แต่ความน่าสนใจยังน้อยกว่าอินโดนีเซียและบรูไน

“จากผลการประเมินสถานการณ์พบว่า ถึงแม้ปีนี้การลงทุนหรือทำธุรกิจต่าง ๆ ในสิงคโปร์ยังมีความน่าสนใจเป็นอันดับรองจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่แปลกใจตรงที่ว่าในสิงคโปร์นั้นการจัดการเรื่องขอใบอนุญาตในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง การลงทะเบียนทรัพย์สิน และการจ่ายภาษี กลายเป็นเรื่องที่ดำเนินการได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น สิงคโปร์จะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ผู้ประกอบการ เพื่อให้ตนกลับมาเป็นประเทศที่น่าลงทุนในอาเซียนเหมือนเดิมให้จงได้” แหล่งข่าวจาก World Bank เปิดเผยทิ้งท้าย

แสดงความคิดเห็น