อินโดฯ แต่งตั้ง แม่ทัพ รมต.คลังใหม่ ลุยจัดเก็บภาษี

เผย ! วิโดโด เซ็นคำสั่งตั้ง รมต.คลังคนใหม่ งัดมาตรการเข้ม จัดเก็บภาษีให้ทะลุเป้า ปลดล็อคนิรโทษกรรมภาษี กระตุ้นเศรษฐกิจ นักลงทุนหวั่นจะทำได้หรือ เพราะเป้าสูงเกินจริง

ประธานาธิบดีวิโดโดแห่งอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า “ได้แต่งตั้ง นางสาว Mulyani Indrawati อดีตผู้อำนวยการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการธนาคารโลก (World Bank) ให้มาดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย  ส่วน Bambang Brodjonegoro  ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนเดิม ได้ย้ายไปทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวางแผน”

การตัดสินใจเข้ามารับตำแหน่งครั้งนี้หลายฝ่ายได้ออกมายกย่องเธอกันท่วมท้น เพราะเป็นผู้ที่มีประวัติการทำงานที่ดีโดยเฉพาะ Euromoney

แต่การที่เธอเข้ามารับตำแหน่งในอินโดนีเซียครั้งนี้ นับว่าเป็นความท้าทายและเสี่ยงอยู่พอสมควร เพราะจะต้องเผชิญกับปัญหาอันหนักหน่วงเกี่ยวกับงบประมาณของอินโดนีเซีย และการนิรโทษกรรมด้านภาษีด้วย

อินโดนีเซียมีอัตราภาษีที่ต่ำมาก คือแค่ร้อยละ 11 เท่านั้นเอง เมื่อเทียบกับฟิลิปปินส์และมาเลเซียที่มีร้อยละ 13 ส่วนไทยร้อยละ 16 นี่จึงเป็นปัญหาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่รัฐมนตรีคนใหม่อย่างเธอจะต้องแก้ให้จงได้ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ภาคเอกชนหันมาสนใจลงทุนเพิ่มมากขึ้น

แหล่งข่าวในแวดวงนักลงทุน เปิดเผยว่า “รัฐบาลอินโดนีเซียจึงได้งัดมาตรการโครงการนิรโทษกรรมภาษีขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นแผนงานเกี่ยวกับงบประมาณที่มีปัญหายุ่งยาก แต่จำเป็นต้องผลักดันให้เกิดขึ้น และได้ประกาศว่าจะต้องจัดเก็บภาษีให้ถึงเป้าหมาย นั่นคือ 117 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนักลงทุนเป็นกังวลว่า นี่เป็นการจัดเก็บภาษีที่ตั้งเป้าสูงเกินไป”

มีข้อมูลเก่าระบุว่า อินโดนีเซียเคยจัดเก็บภาษีในรอบ 3 ปีที่ผ่านมานั้นได้เพียงไม่ถึงร้อยละ 10 ด้วยซ้ำ ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกเลยที่รัฐบาลอินโดนีเซียตั้งเป้าจัดเก็บภาษีที่อาจเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ

เมื่อย้อนดูในปี 2015 รัฐบาลอินโดนีเซียเคยตั้งเป้าจัดเก็บภาษีไว้เพิ่มจากขึ้นที่ร้อยละ 30 จากปี 2014 แต่ทำได้จริงแค่ร้อยละ 8 เท่านั้น ถ้าคิดเป็นเม็ดเงินก็นับว่ายังขาดอยู่อีกมากโข นั่นคือ 250 ล้านล้านรูเปียห์ หรือราว 19 พันล้านเหรียญสหรัฐ จึงต้องเอาใจช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่อย่าง นางสาว Mulyani Indrawati ว่าจะกู้วิกฤติครั้งนี้สำเร็จให้จงได้ นี่จึงเป็นภารกิจสำคัญที่นักลงทุนทั่วอาเซียนกำลังจับตาดู

แสดงความคิดเห็น