กลยุทธ์นวัตกรรมที่จะช่วยยิงตรงสู่ความสำเร็จในธุรกิจ

เมื่อพูดถึงเรื่องนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ธุรกิจเอสเอ็มอี หรือธุรกิจเริ่มใหม่ในรูปแบบสตาร์ทอัพ ต่างก็มักจะให้ความสำคัญไปถึงเรื่องของ “ความใหม่” เสมอ

นักวิชาการด้านนวัตกรรมทั่วโลก ต่างก็พยายามที่จะหาคำตอบว่า – ที่ว่าใหม่นั้น ใหม่แค่ไหน?

บางคนถึงกับตั้งคำถามอย่างท้าทายแบบกวนๆ กับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ว่า

“ตอบได้ไหม ว่ามันมีความใหม่ กี่ % ?”

แน่นอนว่า การวัดระดับของ “ความใหม่” ในเชิงของธุรกิจนั้น คงจะไม่มีไม้บรรทัดอันใดในโลกที่จะให้คำตอบออกมาได้เป็นตัวเลขที่ชัดเจน สิ่งที่อาจทำได้ก็คือ การจัดลำคับ หรือ Ranking ของความใหม่ หรือการจัดกลุ่มประเภทของความใหม่

กูรู 2 ท่าน คือ ดร.โรเบิร์ต คูเปอร์ (Dr. Robert G. Cooper) และ ดร.เอลโค ไคล์นชมิดท์ (Dr. Elko J. Kleinschmidt) ได้ศึกษาผลิตภัณฑ์ที่ออกใหม่ในช่วงปี 1991 จำนวน 195 ชนิด และสามารถแบ่ง “กลุ่ม” ของผลิตภัณฑ์เหล่านั้นออกได้ตามระดับความใหม่ ได้เป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มที่มีระดับความใหม่ใน “ระดับสูง” (High) ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่ถือว่าใหม่ระดับโลก คือ มีออกมาเป็นครั้งแรกในโลก และผลิตภัณฑ์ที่เป็นสินค้าใหม่ของบริษัทที่ยังไม่เคยผลิตมาก่อน ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากผลจากการค้นคว้าวิจัย และ ยังค่อนข้างใหม่ต่อตลาด คือ เป็นของใหม่ที่ยังไม่ค่อยแพร่หลาย หรือรู้จักกันดีในตลาด

กลุ่มที่มีระดับความใหม่ใน “ระดับกลาง” (Moderate) ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นสินค้าใหม่ของบริษัท แต่แตกไลน์หรือพัฒนาดัดแปลงมากจากสินค้าที่ผลิตมาแล้ว แต่มีการนำเสนอคุณสมบัติหรือฟังก์ชันการทำงานแบบใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม ตลาดอาจจะรู้จักสินค้าเดิมอยู่แล้ว แต่ยังไม่เคยสัมผัสกับคุณสมบัติหรือการใช้งานใหม่ที่นำเสนอ

กลุ่มที่มีระดับความใหม่ใน “ระดับต่ำ” (Low) ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทได้ดัดแปลง พัฒนา โดยเน้นไปที่การลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หรือการปรับปรุงเพื่อยกระดับตำแหน่งทางการตลาดของสินค้าให้สูงขึ้น
จะสังเกตได้ว่า แนวคิดของ ดร.คูเปอร์ และ ดร.ไคล์นชมิดท์ เน้นไปที่นวัตกรรมผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะ โดยวัดระดับจากความใหม่ที่พอจะกำหนดได้ชัดเจน เช่น ใหม่สำหรับโลก ใหม่สำหรับอุตสาหกรรมธุรกิจ และใหม่สำหรับตลาดและผู้บริโภค (ดูเพิ่มเติม: https://goo.gl/images/9evLJn)

กูรูอีกท่านหนึ่ง คือ อิกอร์ แอนซอฟฟ์ (Igor Ansoff) เป็นผู้เสนอให้จัดระดับ “ความใหม่” ของผลิตภัณฑ์นวัตกรรมตามลักษณะของผลิตภัณฑ์และบริการที่แตกต่างออกไปจากเดิม และตามตลาดเป้าหมายที่นำผลิตภัณฑ์นั้นไปแพร่กระจาย

ทำให้สามารถแบ่งแยกลักษณะผลิตภัณฑ์นวัตกรรมได้เป็น 4 กลุ่ม และกูรูท่านนี้ ยังได้นำเสนอกลยุทธ์นวัตกรรมให้กับกลุ่มต่างๆ ไว้ ดังนี้

หากเป็น สินค้าแบบเดิมแต่มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น ตลาดเดิมที่รู้จักสินค้าประเภทนี้ดีอยู่แล้ว ถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมระดับ “ต่อยอด” จากสินค้าเดิม กลยุทธ์ที่จะนำนวัตกรรมนี้ออกสู่ตลาดได้แก่ การใช้วิธีการเจาะตลาดโดยเน้นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (Market Penetration)

หากเป็นสินค้าแบบเดิมที่มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่ต้องการนำไปเผยแพร่ในตลาดที่ยังไม่เคยเล่นมาก่อน “ความใหม่” ในกรณีนี้จะเป็นเรื่องของการทำตลาด ซึ่งบริษัทจะต้องศึกษาตลาดใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคย เพื่อสร้างกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสม

หากเป็นสินค้าใหม่ที่บริษัทยังไม่เคยนำออกสู่ตลาดมาก่อน แต่ได้คิดค้นหรือพัฒนาขึ้นมาเอง และต้องการนำเข้าสู่ตลาดเดิมที่เคยครอบครองอยู่ ความเป็นนวัตกรรมของสินค้าประเภทนี้จะอยู่ที่ความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัท เช่น การมีหน่วยงาน R&D เป็นของตนเอง หรือมีความร่วมมือระหว่างผู้เชี่ยวชาญภาครัฐ หรืออาจารย์มหาวิทยาลัย

ส่วนกรณีสินค้าใหม่และตลาดใหม่ จะถือว่าเป็น “ความใหม่” ในระดับสูงสุดของบริษัท เนื่องจากความชำนาญหรือประสบการณ์ที่มีอยู่ อาจไม่สามารถนำมาใช้ได้ในกรณีนี้ กลยุทธ์ที่กูรูแนะนำก็คือ อาจจะต้องตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ หรือตั้งบริษัทย่อยในเครือขึ้นมาดูแลรับผิดชอบ เพื่อให้สามารถดูแลสินค้านวัตกรรมนี้ได้อย่างใกล้ชิด

(ดูเพิ่มเติม: https://goo.gl/images/mzNSbn)

สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษา Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้านทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333

324 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น