ส่อง 10 ธุรกิจดาวรุ่งพุ่งแรงปีระกา

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั่วโลกในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ประกอบการในหลายธุรกิจที่สายป่านสั้นต้องปิดตัวหนีตายกันไปเป็นจำนวนมาก ส่วนที่ยังเหลืออยู่ก็ต้องสวมวิญญานความอึด บางรายต้องกลืนเลือด รัดเข็มกลัดลดขนาดองค์กร เพื่อให้ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจไปได้

ทิศทางการประกอบธุรกิจในปี 2560 น่าจะเริ่มสดใสขึ้นบ้าง โดยตัวเลขคาดการณ์อัตรการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้มีแนวโน้มจะขยายตัว 3.6% จากปีก่อนที่ขยายตัว 3.2% โดยเฉพาะนอกภาคเกษตรมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นถึง 3.8% จากปีก่อนที่ขยายตัว 3.6% และในภาคเกษตรจะขยายตว 1.3% จากปีก่อนที่ติดลบ

ทั้งนี้ ประเมินแนวโน้มการลงทุนของภาคเอกชนที่มีโอกาสจะขยายตัว 1.2% จากปีก่อนที่ขยายตัว 0.3% และการบริโภคของภาคเอกชน มีโอกาสจะขยายตัว 2.8% ชะลอตัวลงเล็กน้อยจากปีก่อนที่ขยายตัว 3.3% รายได้จากภาคการส่งออกมีโอกาสที่จะพลิกลับมาเป็นบวก 2.8% สูงสุดในรอบ 5 ปี ถือเป็นสัญญาณเศรษฐกิจที่ดี เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เกิดขึ้น แต่ธุรกิจใดจะเป็นธุรกิจที่ขาขึ้นรับปีระกา

ธุรกิจความงามครองท็อปดาวเด่น
เมื่อเร็วๆ นี้  ’นายธนวรรธน์ พลวิชัย’ รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้จัดทำผลการประเมิน 10 ธุรกิจเด่น ในปี 2560 โดยประเมินจากคะแนน 5 ด้าน   ประกอบด้วย ด้านยอดขาย ด้านต้นทุน ส่วนต่างของยอดขายต่อต้นทุน (กำไรสุทธิ) ความสามารถในการรับผลจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และความสอดคล้องกับกระแสนิยม ด้านละ 20 คะแนน รวมเป็น 100 คะแนน

โดยสรุปผลคะแนนได้ว่า 10 ธุรกิจเด่นที่มีโอกาสดี ได้แก่  1.ธุรกิจบริการการแพทย์และความงาม 2.ธุรกิจเครื่งสำอางและครีมบำรุงผิว 3.ธุรกิจ อีคอมเมิร์ซ  4.ธุรกิจด้านการท่องเที่ยว และธุรกิจเทคโนโลยี เช่น คอมพิวเตอร์ มือถือ  5.ธุรกิจวัสดุก่อสร้างและรับเหมาก่อสร้าง 6.ธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์  7.ธุรกิจทางการเงิน เช่น ฟินเทค เคาน์เตอร์เซอร์วิส ออนไลน์แบงค์กิ้ง 8.ธุรกิจโมเดิร์นเทรด ธุรกิจประกันภัย และธุรกิจออแกไนซ์ 9.ธุรกิจซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจการศึกษา 10.ธุรกิจให้คำปรึกษาทางกฎหมายและบัญชี

ขณะที่ 10 อันดับธุรกิจดาวร่วง ที่มีความเสี่ยงมาก และโอกาสเติบโตต่ำในปี 2560  ได้แก่  1.ธุรกิจฟอกย้อม 2.ธุรกิจหัตถกรรม 3.ธุรกิจนิตยสาร 4.ธุรกิจร้านเช่าหนังสือ  5.ร้านเช่าวิดีโอ ซีดี   6.ธุรกิจสิ่งทอผ้าผืน  7.ธุรกิจจัดทำโปสเตอร์ 8.ธุรกิจโรงไม้ ธุรกิจตัดและซ่อมรองเท้า   9.ธุรกิจเฟอนิเจอร์  10.ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องจักรทางการเกษตร

ปัจจัยบวก-ลบธุรกิจเด่น
ข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้ธุรกิจขยายตัวหรือเป็นดาวรุ่งในปีหน้า มาจากการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่  มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลมีผลต่อการบริโภคภาคเอกชนอย่างชัดเจน ตัวเลขการส่งออกสินค้าเริ่มกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้อีกครั้ง  ภาคการท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านจำนวนและรายได้  การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ  และสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศค่อนข้างที่จะมีเสถียรภาพ

ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่บั่นทอนธุรกิจ ยังมาจากปัจจัยภายนอก เช่น นโยบายเศรษฐกิจของนายโดนัลด์ ทรัมป์ มีผลต่อภาวะความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจโลก ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังไม่ค่อนชัดเจน  ความกังวลต่อภัยก่อการร้ายมีผลทำให้การค้าและการลงทุนของโลกซบเซา  เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มชะลอตัวจากปัญหาในภาคการเงินและภาคอสังหาริมทรัพย์  มาตรการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญมีผลทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง  สัดส่วนหนี้สินของภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง มีผลทำให้อำนาจซื้อของภาคครัวเรือนลดต่ำลง และสถาบันการเงินมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากตัวเลขภาระหนี้ NPLs เริ่มมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

กลยุทธ์เด็ดหนุนธุรกิจรุ่ง
กลยุทธ์สำคัญหากธุรกิจที่จะหนุนให้ธุรกิจเด่นและดีขึ้นได้ ผู้ประกอบการจะต้อง “ปรับโครงสร้าง” โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากภายในประเทศ และใช้โอกาสการขยายตลาดสู่ภูมิภาคมากขึ้น
พร้อมทั้งต้อง “ปรับสมดุล” โดยผู้ผลิตจะปรับสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาด  เพื่อให้สอดรับกับ สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น  ปรับรับ 4 เมกกะเทรนด์ เด่นๆ เทรนด์ดิจิทัล การเข้าสู่การเป็นสังคมเมือง การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงให้สอดรับนโยบายสนับสนุนการลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ไทยแลนด์ 4.0 เป็นต้น

ธุรกิจความงามสุดรุ่งส่งออกแสนล้าน

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ติดอันดับท็อป 10 ด้วยเหตุที่กระแสดการให้ความสำคัญกับความงามและการรักษาสุขภาพยังเป็นสิ่งที่สำคัญ อีกทั้งบริการทางด้านการแพทย์ของไทยมีคุณภาพดีและราคาไม่แพงในสายตาลูกค้าต่างชาติ ประกอบกับการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์มีนวัตกรรมที่ทันสมัยขึ้นอย่างมาก

สอดคล้องกับความเห็นของ “นางเกศมณี เลิศกิจจา” นายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย ได้รับการยอมรับในระดับอินเตอร์เป็นจำนวนมาก ทั้งเป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) ให้กับแบรนด์ระดับโลก รวมถึงการพัฒนาแบรนด์เพื่อการส่งออกก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นมูลค่ารวมปีละนับ 1 แสนล้านบาท

โดยปัจจุบันไทยถือเป็นศูนย์กลางผลิตเครื่องสำอางอันดับ 1 ในอาเซียน และเป็นอันดับ 3 ในเอเชีย รองจากญี่ปุ่นและเกาหลี ด้วยเหตุที่ไทยมีความได้เปรียบด้วยความเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาค ทำให้เกิดการเข้ามาลงทุนของบริษัทต่างประเทศต่าง ๆ ช่วยให้เกิดการพัฒนาต่อยอดนวัตกรรม ตลอดจนปัจจัยความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบจากธรรมชาติ โดยเฉพาะจำนวนพืชสมุนไพรในไทยที่มีอยู่กว่า 2 แสนชนิด สามารถนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างความแตกต่างให้กับสินค้าไทย

อย่างไรก็ตาม ผลงานสำรวจชี้ถึงปัจจัยเสี่ยงต่อธุรกิจความงามก็ยังมีไม่น้อยที่ต้องระวัง โดยเฉพาะการรักษามาตรฐานและความปลอดภัยของอุปกรณ์ต่างๆในการให้บริการ จำนวนผู้เชี่ยวชาญ และบุคคลากรในสาขานี้อาจจะยังไม่เพียงพอ การมีผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือผลิตภัณฑ์ลอกเลียนแบบ ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อผู้บริโภคและกระทบต่อธุรกิจได้

9730 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น