SME อาหารไทยมาแรง พัฒนาอย่างไรให้พิชิตใจชาวต่างชาติ

ปัจจุบันภาพรวมของสถานการณ์การส่งออกอาหารไทยในตลาดโลก และแนวโน้มความความต้องการของผู้บริโภคนั้น สหภาพยุโรปยังถือเป็นตลาดใหญ่ที่สุด รองลงมาคือสหรัฐอเมริกา

ซึ่งในปี 2559 ประเทศไทยถือเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 13 ของโลก ขยับขึ้นจากปี 2558 ซึ่งอยู่ที่อันดับ 15 และที่น่าจับตาคือในกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งกำลังขยับขึ้นมาเป็นตลาดส่งออกอาหารอันดับ 1 ของไทย ด้วยสัดส่วนร้อยละ 15.2  แซงตลาดญี่ปุ่น ที่มีสัดส่วนส่งออกร้อยละ 13.9  ส่วนแนวโน้มส่งออกปี 2560 นั้น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้มีการประเมินว่าจะมูลค่าถึง 1,050,000 ล้านบาท คือมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.0 โดยมีกลุ่มสินค้าที่เติบโตสูง (10-20%) ได้แก่ น้ำผลไม้ และกุ้ง กลุ่มสินค้าที่เติบโตปานกลาง (5-10%) ได้แก่ เครื่องปรุงรส อาหารพร้อมรับประทาน ไก่ และปลาทูน่ากระป๋อง กลุ่มสินค้าที่ขยายตัวต่ำ (ต่ำกว่า5%) ได้แก่ สับปะรดกระป๋อง มันสำปะหลัง  น้ำตาลทราย และข้าว โดยปี 2559 ตลาดส่งออกอาหารของไทยมีสัดส่วนการส่งออก แบ่งเป็น อาเซียน (28.4%) (อาเซียนเดิม 13.2% และ CLMV 15.2%) ญี่ปุ่น (13.9%) สหรัฐฯ (11.9%) สหภาพยุโรป (10.0%) แอฟริกา (9.1%) จีน (8.0%) โอเชียเนีย (3.6%) ตะวันออกกลาง (3.4%) และเอเชียใต้ (1.1%) และตลาดที่ไทยมีสัดส่วนการส่งออกมากขึ้น ได้แก่ อาเซียน (ทั้ง CLMV และอาเซียนเดิม) สหรัฐฯ โอเชียเนีย และเอเชียใต้ โดยขยายตัวสูงมากในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน (+19.2%) ส่วนตลาดส่งออกอื่นๆ ที่มีการขยายตัวดี ในกลุ่มตลาดเดิม ได้แก่ ญี่ปุ่น (+6.2%) และสหรัฐฯ (+9.1%) เนื่องจากสินค้าหลัก เช่น สับปะรดกระป๋อง กุ้งแช่แข็ง กลับมาขยายตัวเพิ่มขึ้นหลังจากสถานการณ์ขาดแคลนวัตถุดิบได้คลี่คลายลง

ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหาร (Food Innovation) จึงถือเป็นกลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจ เพราะเป็นกลุ่มธุรกิจที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการแข่งขัน โดยเฉพาะในตลาดอาเซียน ซึ่งหากมีการประยุกต์นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเสริม ก็จะยิ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้ามากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ตลาดที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มความต้องการอาหารไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องก็คือตลาดอาเซียน+3 โดยกลุ่มสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน คืออาหารพร้อมรับประทาน อย่างไรก็ตามเทรนด์ของการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพก็ยังคงมาแรง โดยเฉพาะอาหารปลอดสารพิษ เช่น ผักผลไม้ออร์แกนิก ที่ขายได้ราคาดีกว่าปกติหลายเท่าตัว แม้ว่าความต้องการบริโภคอาหารไทยจะมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น และถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการโกยรายได้เข้าสู่ประเทศ แต่ในแง่ของการวางกลยุทธ์เพื่อเจาะตลาดต่างประเทศ รวมทั้งแนวทางการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับวิถีชีวิต และความต้องการของผู้บริโภคในตลาดเป้าหมายนั้น ยังถือเป็นปราการด่านสำคัญที่ผู้ประกอบการขนาดย่อม โดยเฉพาะในกลุ่ม OTOP และ SMEs จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น การวางกลยุทธ์ก่อนผลิตสินค้าออกมาวางจำหน่าย โดยวิเคราะห์ปัจจัยภายในคือ การประเมินศักยภาพทางธุรกิจ การวางแผนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสำหรับการแข่งขัน และปัจจัยภายนอกคือศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ศึกษาตลาด และช่องทางการขาย รวมถึงการสร้างแบรนด์สินค้าและบริการให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้า ซึ่งทั้งสองปัจจัยถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจ นอกจากนี้ยังต้องให้ความสำคัญกับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยต่างๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น อย.  GMP, HACCP, BRC และมาตรฐานการตรวจสอบย้อนกลับ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มปลอดสารพิษ ซึ่งแม้จะไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก แต่หากได้รับการรับรองมาตรฐานก็จะถือเป็นใบเบิกทาง หรือตั๋ว VIP ในการส่งสินค้าไทยเข้าไปเจาะตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกา

ความนิยมบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพของผู้คนทั่วโลก ทำให้สินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติที่ปลอดจากสารพิษได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ที่มีกฎหมายเฉพาะในการกำกับมาตรฐานอาหารออร์แกนิก เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่ต้องการย้อนกลับไปสู่การผลิตแบบดั้งเดิม โดยเริ่มตั้งแต่การเพาะปลูก การดูแล และการเก็บเกี่ยว ที่จะต้องปลอดจากสารเคมี 100% ในขณะที่ขั้นตอนการแปรรูปและบรรจุ ก็ต้องไม่ผ่านการปรับแต่งโดยเฉพาะรสชาติและสีสัน ดังนั้น เพื่อเพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารไทย ผู้ประกอบการไทยจึงควรผลิตสินค้าเหล่านี้เข้าไปตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว ซึ่งนับวันจะยิ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัว โดยนำเอาไอเดียข้างต้นไปประยุกต์และพัฒนาต่อยอดอาหารไทยประเภทที่ผู้บริโภคในยุโรปและสหรัฐอเมริกานิยม เช่น ซอสปรุงรสสำเร็จรูป ซึ่งเป็นเครื่องปรุงที่ได้รับความนิยมมากในหมู่คนต่างชาติ เพราะช่วยให้สามารถทำอาหารไทยได้ง่ายและสะดวกขึ้น สามารถทำอาหารไทยได้อร่อยแบบต้นตำรับ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเส้นก๋วยเตี๋ยว ข้าวสายพันธุ์ไทย เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมนิล ข้าวหอมแดง และผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน มังคุด ต่างก็เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมและมีแนวโน้มความต้องการบริโภคสูงขึ้นเช่นกัน

นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงการดำเนินโครงการเชื่อมโยงการค้าการลงทุนผู้ประกอบการอาหารเพื่ออุตสาหกรรมอาหารอนาคต (Future Food)” ว่า ในปีนี้สถาบันอาหารได้มีการเปิดรับสมัครผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มเสริมสุขภาพ (Functional Foods) อาหารทางการแพทย์ (Medical Food) อาหารอินทรีย์ (Organic Food) และอาหารที่ผลิตขึ้นมาใหม่ทางนวัตกรรม (Novel Foods) รวม 57 ราย เพื่อเข้าร่วมโครงการยกระดับธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การกำหนดเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อการผลิตอาหาร ฯลฯ เพื่อยกระดับการผลิตอาหารไทยให้มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐานและสอดคล้องกับกระแสการบริโภคของตลาดโลก อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่จะทำให้สินค้าไทยขายในตลาดโลกได้มากขึ้น นอกจากการพัฒนามาตรฐานและระบบการผลิตให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับแล้ว ผู้ประกอบการยังต้องสร้างจุดสนใจและความแตกต่างในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นสูตรหรือส่วนผสมใหม่ๆ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สวยงามสะดวกต่อการใช้งาน การเขียนบรรยายที่มาและสรรพคุณของวัตถุดิบและส่วนผสมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะพืชผักสมุนไพรท้องถิ่นที่ชาวต่างชาติไม่รู้จัก รวมไปถึงอายุของสินค้าจะต้องอยู่ได้นานพอสมควร โดยอายุที่เหมาะสมสำหรับการส่งขายในตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกานั้น อย่างน้อยจะต้องอยู่ได้ถึง 6 เดือน เพราะการขนส่งทางเรือใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน ที่เหลืออีก 4 เดือน ต้องเผื่อไว้สำหรับการวางจำหน่าย ซึ่งต่อไปในอนาคตกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ จะมีความเข้มงวดเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว แต่หากผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนากระบวนการผลิต จนผ่านเกณฑ์รับรองมาตรฐานปลอดสารพิษ  ก็การันตีได้ว่ายอดขายจะเพิ่มสูงขึ้นอีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในย่านอาเซียน 9 สาขาใน 10 ประเทศเพื่อให้บริการท่าน สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อีเมล: AECconnect@bbl.co.thสายด่วน 1333

9098 Total Views 2 Views Today
แสดงความคิดเห็น