Unfair Advantage ความแตกต่างที่สร้างธุรกิจ Startup

เรื่องของเทคโนโลยีกับสุขภาพนั้น หากจะว่าไปก็เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน หากใช้งานเทคโนโลยีมากเกินไปจนละเลยการดูแลสุขภาพ ก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มีเทคโนโลยีอีกมากมายที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการในการดูแลสุขภาพด้วย

เช่นเดียวกับโปรเจกต์เพื่อสุขภาพของ “ฟง” ธีรธัช ตติยพงศ์ไพบูลย์ เจ้าของบริษัท Fusecore จำกัด และ พนักงานประจำบริษัท Csi Education​ จำกัด หนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีดีกรีทางด้านไอทีจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผู้กำลังริเริ่มจัดทำแอปพลิเคชันเพื่ออำนวยความสะดวกในด้านการทำกายภาพบำบัด โดยเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ป่วยและนักกายภาพด้านต่างๆ

“แรงบันดาลใจของผมเกิดจากมีเพื่อนและพี่ๆ ในวงการที่เค้าทำด้านนี้อยู่ เรามองเห็นว่ามันใช้ต้นทุนน้อย ลงทุนน้อย แต่จะได้กลับมามากกว่าการทำธุรกิจทั่วไป ซึ่งมันก็มีความเสี่ยงนะ ความยั่งยืนจึงอยู่ที่ว่าเราจะทำธุรกิจให้เป็นมันนี่เกม หรือจะทำธุรกิจตรงไปตรงมา ในส่วนของบริษัท Fusecore เรากำลังเริ่มโปรเจกต์ที่เกี่ยวกับกายภาพบำบัด คือเราจะเป็นเหมือนตัวแมทชิ่ง (matching) ในการกายภาพบำบัด เพราะเรามีเพื่อนในกลุ่มนี้ และเห็นว่ามีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอยู่ อาจจะเป็นกลุ่มที่ไม่ใหญ่มาก แต่เราเลือกที่จะทำธุรกิจเจาะกลุ่มเป้าหมายไปเลย”

ในการจัดตั้งบริษัท Fusecore เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันด้านกายภาพบำบัด ธีรธัชได้เพื่อนๆ ที่เรียนมหาวิทยาลัยด้วยกันมาร่วมทีม โดยเพื่อนของเขามีทั้งที่เป็นนักพัฒนาโปรแกรมทำงานในวงการไอที และที่ทำงานในบริษัทข้ามชาติ รวมถึงเพื่อนนักกายภาพบำบัด จากมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเขามองว่าการพัฒนาธุรกิจด้านนี้ สิ่งสำคัญที่จะเป็นตัวผลักดันให้ธุรกิจก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงก็คือ ความชอบ หรือความรู้สึกรักที่จะลุยกับธุรกิจตรงนี้จริงๆ

“เริ่มอย่างไร ผมมองว่าทำธุรกิจแบบนี้มันต้องมี passion ว่าจะลุยกับมันจริงๆ ถ้าไปหวังรวยเร็วผมมองว่าอาจจะเป็นความคิดที่ค่อนข้างอันตราย แนวความคิดของเราคืออยากจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่อยากจะไปพึ่งพิงนักลงทุนมากนัก เพราะเรากลัวว่ามันจะกลายเป็น money game เราอยากได้ความมั่นคงมากกว่า เราจึงต้องซื่อสัตย์กับธุรกิจของเรา ก็ต้องทำให้มันมีลูกค้าจริงๆ กำไรจริงๆ ส่วนเรื่องเงินลงทุนเราใช้เงินส่วนตัวก่อน คือทุกคนทำงานกันมาปีสองปี พอมีเงินเก็บบ้าง เรามีความรู้แล้วก็มาร่วมกันคิด ค่อยๆ สร้างไป”

ธีรธัชยังบอกอีกว่ากลยุทธ์การตลาดของเขาอาจจะไม่ได้แตกต่างจากกลยุทธ์การตลาดทั่วไป แต่จุดที่เขาถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ของธุรกิจที่อยากจะมุ่งเน้นคือการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ของเขาให้ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งก่อน แล้วจึงค่อยมองทิศทางการตลาดและพัฒนาด้านการตลาดต่อไป อย่างไรก็ตามในช่วงเริ่มต้นธุรกิจนี้ ธีรธัชก็อาศัยการประชาสัมพันธ์ตลาดผ่านทางสื่อออนไลน์ ซึ่งเขามองว่ามีต้นทุนที่ถูกและการลงทุนก็คุ้มค่า เพียงแต่เขาจะต้องพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้สมบูรณ์ที่สุด พร้อมที่จะโปรโมทเสียก่อน ซึ่งการพัฒนาแอพพลิเคชั่นด้านกายภาพบำบัดนั้น ธีรธัชได้คอนเนคชั่นที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ สภากายภาพบำบัด ซึ่งเขามองว่าเป็นช่องทางหลักที่จะทำให้กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการใช้บริการ รู้จักกับแอพพลิเคชั่นของเขาได้ง่ายขึ้น

สำหรับจุดแข็งของธุรกิจนี้ ธีรธัชมองว่าการทำธุรกิจ Startup นั้น สิ่งสำคัญที่จะช่วยทำให้ประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้นคือ การมีปัจจัยบางอย่างที่ต้องแตกต่างไปจากคนอื่นอย่างชัดเจน เพราะไม่เช่นนั้นธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ก็จะถูกลอกเลียนแบบได้ง่ายนั่นเอง

“เราต้องแตกต่าง ผมมองว่าถ้าคุณจะเริ่มทำ Startup คุณต้องมี Unfair Advantage อยู่ในมือก่อนเลย ไม่อย่างนั้นคุณไม่ควรจะเริ่ม เพราะถ้าคุณไม่มีตรงนี้ ใครๆ ก็ทำเหมือนคุณได้ ใครๆ ก็ลอกเลียนแบบคุณได้ แต่ถ้าคุณมี Unfair Advantage คุณก็ได้เปรียบกว่าคนอื่นไปก้าวหนึ่งแล้วครับ”

หลังจากพัฒนาแอพพลิเคชั่นในปีนี้ สิ่งที่ธีรธัชและเพื่อนๆ จะมองต่อไปก็คือเรื่องของการบริหารจัดการด้านการเงิน และการตลาด ซึ่งรายได้หลักๆ ที่จะเข้ามานั้นก็จะมาจากลูกค้าที่ใช้บริการโดยตรง และต่อไปเมื่อมีฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้นในจำนวนหนึ่ง ก็อาจจะมีการพัฒนาต่อด้วยการนำข้อมูลที่ได้ไปประยุกต์ และส่งต่อให้กับธุรกิจหรือองค์กรที่ต้องการใช้ข้อมูลด้านนี้ ซึ่งอาจจะเป็นรายได้อีกทางหนึ่งในอนาคต

“ข้อคิดของการทำ Startup คือ อย่าไปคิดว่ามันมีอะไรง่ายๆ ในโลกนี้ บางคนเข้ามาโดยที่ตัวเองไม่ได้มีความรู้ในด้านนี้เท่าไหร่ และคิดว่าจะสามารถเข้ามาทำธุรกิจได้ง่าย มองว่ามันรวยเร็ว ทั้งที่ความจริงแล้วคนที่ทำ Startup จริงๆ จะเหนื่อยหนักมาก เหนื่อยหนักกว่า SMEs ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมันเหนื่อยหนักกว่าก็ต้องได้ผลตอบแทนกลับมามากกว่า แต่ความเสี่ยงก็มีสูงกว่าเช่นกัน”

สำหรับคนที่อยากเริ่มต้นธุรกิจ Startup ธีรธัชบอกว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องมีความรู้ด้านไอทีมาก แต่คุณสมบัติที่ต้องมีคือ ต้องสนใจหาความรู้ใส่ตัวตลอดเวลา เพราะยุคนี้การเข้าถึงข้อมูลนั้นทำได้ง่ายมาก เขายังบอกอีกว่า แค่ดูจากเฟซบุ๊กว่าในแต่ละวันมีฟีดข่าวอะไรขึ้นมาบ้าง ก็พอจะรู้ได้แล้วว่าคนๆ นั้นเป็นคนที่ชอบอ่านอะไร สนใจอะไร ดังนั้น หากสนใจธุรกิจ Startup ก็อย่าปล่อยให้เฟซบุ๊กเต็มไปด้วยเรื่องไร้สาระ เพราะนั่นหมายถึง “คุณไม่ได้จริงจังกับมันจริงๆ ครับ”

สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษา Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้านทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333

4443 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น