อินเดีย-ศรีลังกา โอกาสดีๆ ทางการค้า-การลงทุนของผู้ประกอบการไทย

ในปีที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพออกสู่ตลาดต่างประเทศเป็นจำนวนมาก โดยหนึ่งในตลาดที่สำคัญ ได้แก่ ภูมิภาคเอเชียใต้ ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีศักยภาพด้านเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคร้อยละ 6 และมีประชากรมากกว่า 1,680 ล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดอินเดียที่มีประชากรมากกว่า 1,200 ล้านคน ซึ่งปัจจุบันภูมิภาคเอเชียใต้ โดยเฉพาะประเทศอินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา และปากีสถาน นับว่าเป็นภูมิภาคที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง ส่วนหนึ่งมาจากจำนวนประชากรกว่า 1,600 ล้านคน หรือมากถึง 1 ใน 4 ของโลก และมีมูลค่าจีดีพีรวมปีใน 2559 กว่า 2.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคาดว่าในปี 2560 จะขยายตัวมากกว่า 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีการขยายตัวเฉลี่ยปีละ 6-7% ดังนั้นจึงเป็นตลาดที่น่าสนใจและไทยควรจะต้องเข้าไปทำการค้าและลงทุนเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันสินค้าส่งออกสำคัญของไทยที่ส่งออกไปยังภูมิภาคเอเชียใต้ ได้แก่ เม็ดพลาสติก รถยนต์และส่วนประกอบรถยนต์ เครื่องจักรกล เหล็ก เป็นต้น

ทั้งนี้ ตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียใต้ คือ อินเดีย คิดเป็นสัดส่วน 90% ของจีดีพีรวมของภูมิภาค หรือมูลค่าประมาณ 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายเข้าไปลงทุนอยู่แล้ว เช่น บริษัท อินโดรามา บริษัท พฤกษา บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ บริษัท อิตาเลียนไทย และบริษัท ไทยซัมมิท เป็นต้น ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กส่วนใหญ่ยังไม่ได้เข้าไปลงทุนมากนัก เนื่องจากประสบปัญหาด้านการเข้าถึงข้อมูล เพราะอินเดียมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบการลงทุนและสิทธิประโยชน์บ่อยครั้ง  ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของเอสเอ็มอี

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้อินเดียกำลังเดินหน้านโยบาย Make in India ซึ่งผู้ประกอบการไทยต้องใช้จุดแข็งในการผลิตชิ้นส่วน แล้วส่งเข้าไปประกอบในอินเดีย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล โดยการเข้าไปควรอาศัยความร่วมมือกับผู้ประกอบการในท้องถิ่น เป็นพันธมิตรร่วมกันเพื่อขยายฐานธุรกิจ ส่วนอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพในอินเดียคือ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมก่อสร้าง โรงแรม ท่องเที่ยว แต่ช่วง 20 ปีที่ผ่านมากลับพบว่ามีคนไทยไปลงทุนเพียงแค่ 100 กว่าราย และส่วนใหญ่อยู่ในภาคบริการ เช่น สปา ร้านอาหาร ซึ่งมีมูลค่าไม่มากนัก

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้าไทย-อินเดีย (ITTNC) ครั้งที่ 30 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2559 ซึ่งฝ่ายไทยมี นางสาวศิรินารถ ใจมั่น อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศในขณะนั้น เป็นหัวหน้าคณะ ประชุมร่วมกับนาย Ravi Capoor รองปลัดกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของอินเดีย โดยทั้งสองฝ่าย ได้ร่วมกันกำหนดกรอบและแนวทางการเจรจา FTA ไทย-อินเดีย ที่กินเวลามากว่า 12 ปีแล้ว ให้ชัดเจนขึ้น เพื่อให้กลุ่มเจรจาต่างๆ มีทิศทางการเจรจาในเป้าหมายเดียวกันยกระดับคุณภาพความตกลง มุ่งสู่ประโยชน์ทางการค้าและการลงทุนสูงสุด ทั้งนี้ สินค้าส่งออกของไทยที่มีศักยภาพในอินเดีย ได้แก่ เพชรพลอย อัญมณีและเครื่องประดับ สินค้าอุปโภคบริโภค น้ำผลไม้ ผลไม้แปรรูปอื่นๆ อาหารแปรรูป ของเล่น เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

ส่วนตลาดศรีลังกา ขณะนี้ถือว่ามีความโปร่งใสมากที่สุดในภูมิภาค ประกอบกับสิทธิประโยชน์ที่ดึงดูด เหมาะแก่การตั้งฐานลงทุนเพื่อส่งออกไปยุโรป เนื่องจากได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) จึงเป็นอีกประเทศหนึ่งที่เนื้อหอม ศรีลังกาเป็นประเทศในเอเชียใต้ที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงถึงร้อยละ 6.5 จึงเป็นโอกาสสำหรับภาคเอกชนของไทยในการขยายการค้าและการลงทุนเข้ามาในอินเดียและศรีลังกา นอกจากนี้ศรีลังกายังตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์การค้าสำคัญของโลก โดยเป็นเกาะที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอินเดีย ซึ่งเป็นจุดกึ่งกลางของเส้นทางเดินเรือระหว่างภูมิภาคเอเชียตะวันออกเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกา ทำให้ศรีลังกาถูกยกให้เป็น Logistics Hub แห่งใหม่ของโลก ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้ทั้งสหรัฐและจีน รวมถึงประเทศอื่นๆ ต้องการเปิดความสัมพันธ์ทางการค้ากับศรีลังกาเพื่อเป็นประตูการค้าเชื่อมต่อไปยังภูมิภาคต่างๆ ด้วย ศรีลังกายังมีท่าเรือโคลัมโบเป็นท่าเรือใหญ่และทันสมัยที่สุดในเอเชียใต้ รวมถึงใหญ่เป็นอันดับที่ 27 ของโลก และกำลังอยู่ระหว่างการขยายท่าเรือครั้งใหญ่ โดยจีนสนับสนุนเงินลงทุนกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะเสร็จในปี 2563 ซึ่งจะทำให้ท่าเรือโคลัมโบกลายเป็นท่าเรือใหญ่ติดอันดับ Top 15 ของโลก

ปัจจุบันทั้ง 2 ประเทศนี้ต่างก็มีนโยบายสนับสนุนให้ไทยเข้าไปลงทุน และไทยมีการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับหลายประเทศแล้ว อาทิ FTA ไทย-อินเดีย FTA อาเซียน-อินเดีย และอยู่ระหว่างเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-ปากีสถาน นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของความตกลงการค้าเสรีไทย-ศรีลังกา ผู้ประกอบการไทยควรใช้โอกาสนี้ในการเข้าไปทำการค้าและลงทุนเพื่อเปิดโอกาสทางธุรกิจต่อไป

 

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในย่านอาเซียน 9 สาขาใน 10 ประเทศเพื่อให้บริการท่าน สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อีเมล: AECconnect@bbl.co.th สายด่วน 1333

 

 

2718 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น