จับตาสถานการณ์โลกสะเทือนส่งออกไทยปี’60 ฟื้นหรือฟุบ

ที่ผ่านมาการส่งออกไทยถือเป็น 1 ใน 4 เครื่องจักรขับเคลื่อนจีดีพีของประเทศ ร่วมกับรายได้จากการท่องเที่ยว การลงทุน และบริโภคภายในประเทศ

ในแต่ละปีไทยสามารถสร้างรายได้จากการส่งออกกลับสู่ประเทศได้นับเป็นหลักแสนล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ทว่าเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมาภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ ‘การส่งออกสินค้าไทยเข้าสู่แดนลบมาตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งติดลบ 0.26% ปี 2557 ติดลบ 0.43% และปี 2558 ติดลบ 5.79%  กระทั่งล่าสุดในปี 2559 ช่วง 11 เดือนแรก (มกราคม – พฤศจิกายน) การส่งออกมีมูลค่ารวม 197,162 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ติดลบ 0.05%

อย่างไรก็ตาม มุมมองของ ‘พิมพ์ชนก วอนขอพร’ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ยังคงคาดการณ์ว่า หากการส่งออกเดือนธันวาคม 2559  ซึ่งเป็นเดือนสุดท้าย สามารถทำได้  17,200  ล้านเหรียญสหรัฐ หรือขยายตัว 0.53% จากธันวาคม 2558 จะมีโอกาสทำให้การส่งออกภาพรวมของไทยทั้งปี 2559 อยู่ที่ 0.0% หรือหากทำได้เกินจาก 17,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จะทำให้ยอดการส่งออกทั้งปี 2559 มีโอกาสที่จะพลิกกลับมาเป็นแดนบวกได้ครั้งแรกในรอบ 3 ปี

ส่วนทิศทางการส่งออกในปี 2560 คาดการณ์ว่า จะขยายตัวได้ถึง 2.5 – 3% จากปี 2559 เนื่องจากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF ) คาดว่าเศรษฐกิจโลกปี 2560จะขยายตัว 3.4% ดีขึ้นจากปี 2559 ที่ขยายตัวเพียง 3.0% ประกอบกับทิศทางราคาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก มีแนวโน้มอยู่ในช่วงขาขึ้น ตามข้อตกลงลดการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน (OPAC) ส่งผลดีต่อกำลังซื้อของตลาดผู้ผลิตน้ำมัน และส่งผลเชื่อมโยงให้ราคาสินค้าเกษตรซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นตาม และแนวโน้มทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด อาจช่วยลดความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุนได้

นักวิชาการชี้ ส่งออกเป็นบวกสูงสุดในรอบ 5 ปี

สอดรับกับบทวิเคราะห์ของ ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  ที่ระบุว่า ทิศทางการส่งออกไทยปี 2560 อาจขยายตัว 2.8% มูลค่า  221,583  ล้านเหรียญสหรัฐ สูงสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2556  โดยประเมินว่าจะมีปัจจัยบวกจาก เศรษฐกิจโลกแนวโน้มฟื้นตัว  อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทอ่อนค่าในกรอบ  36-37  บาทต่อเหรียญสหรัฐ  ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในตลาดโลก เพิ่มขึ้น  51.7  เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น

ทว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกยังขึ้นอยู่กับ “ปัจจัยภายนอก” โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศตลาดหลักในการส่งออก ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป ซึ่งจะมีการเลือกตั้งใหม่ และเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลที่จะมาบริหารและกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจ ในหลายประเทศ อาทิ เยอรมัน  เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เป็นต้น

ขณะที่อังกฤษ ก็จะเดินหน้ากระบวนการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป ภายหลังจากการลงประชามติ (BREXIT) และ อิตาลีอาจจะแยกตัวออกจากยุโรป  (ITALEXIT) ได้เช่นเดียวกับอังกฤษ ภายหลังจากประชามติไม่รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อเดือนธันวาคม 2559 ดังนั้น จึงเป็นที่น่าจับตามองว่า ผลจากเหตุการณ์ทางการเมืองดังกล่าวจะกระทบต่อการส่งออกมากน้อยเพียงใด เพราะตลาดยุโรปถือเป็นตลาดส่งออกหลัก มีสัดส่วนการส่งออกคิดเป็น 9.0%  จากการส่งออกทั้งประเทศ

ในฟากฝั่งสหรัฐ ยังต้องติดตามผลจากนโยบายรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งประกาศว่าอาจจะใช้มาตรการทางการค้ากับสินค้าจีน ซึ่งอาจจะทำให้เศรษฐกิจจีนลดความร้อนแรงลง ตามที่ ไอเอ็มเอฟได้คาดการณ์เศรษฐกิจจีนปี 2560 จะขยายตัว 6.2% จากที่เคยขยายตัวสูงสุด 10.6 %  ในปี 2553

อย่างไรก็ตามมีการวิเคราะห์ถึง ผลกระทบที่ไทยจะได้รับกระทบ มี  2 ด้าน คือ การส่งออกสินค้าสำคัญที่ไทยส่งไปจีนน่าจะหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4  นับจากปี 2557 โดยจะกระทบต่อสินค้าสำคัญ เช่น ยางพาราและผลิตภันฑ์  เครื่องจักรไฟฟ้าสัดส่วน เครื่องจักรเครื่องกล   พลาสติกและผลิตภัณฑ์  และ อุปกรณ์ที่ใช้ในทางทัศนศาสตร์  เป็นต้น

แต่อีกด้านหนึ่ง หากสหรัฐใช้มาตรการกับสินค้าจีน ก็อาจจะทำให้สหรัฐฯ หันมานำเข้าสินค้าจำนวนมากจากประเทศอื่นเข้าไปทดแทนสินค้าจีน หรือหากสหรัฐฯ เดินตามนโยบายที่จะยกเลิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) จะยิ่งเป็นการเพิ่มบทบาทให้จีนมากขึ้น ซึ่งก็อาจส่งผลด้านดีกับการส่งออกไทยได้เช่นกัน

ชู 4 กลยุทธ์ดันส่งออก

ในมุมของหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านการส่งออก “มาลี โชคล้ำเลิศ” อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ   ระบุว่า ไทยน่าจะสามารถผลักดันมูลค่าการส่งออก ปี  2560 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3% ได้  โดยกรมฯ จะเร่งปรับกลยุทธ์ผลักดันการส่งออกในระยะสั้น (Quick Win)  ประกอบด้วย

1) เร่งสร้างพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) รายประเทศตามนโยบายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีทั้งด้านการค้า การลงทุน และท่องเที่ยว เป็นต้น

2) แต่งตั้งตัวแทนทางการค้า (Trade Representative) ในประเทศต่างๆ และ

3 ) แต่งตั้งที่ปรึกษาในแต่ละภูมิภาค (Regional Advisor)  โดยอาศัยภาคเอกชนไทยที่ไปลงทุนทำการค้าอยู่ในแต่ละภูมิภาค เช่น บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด   ช่วยผลักดันตลาดอาเซียน, ผู้บริหารจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ช่วยผลักดันการส่งออกในตลาดจีน,  สหภาพยุโรป เป็นผู้บริหารจากกลุ่มเซ็นทรัล, ส่วนอเมริกาและอเมริกาเหนือ เป็นผู้บริหารจาก บมจ.ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ เพราะมีการลงทุนในสหรัฐมาก และมีเครือข่ายผู้นำเข้ากว้างขวาง  และเครือสหพัฒน์จะช่วยผลักดันตลาดญี่ปุ่นและเกาหลี   กลุ่มบริษัท ดับเบิ้ล เอ (1991)จำกัด (มหาชน) ผลักดันตลาดตะวันออกกลาง, เครือซิเมนต์ไทย (เอสซีจี)ผลักดันตลาดอินเดีย เป็นต้น

4) กรมฯ จะมุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ และสินค้าไทย โดยจะเจาะกลุ่มเป็นรายสินค้า เช่น สินค้าประมงที่ไทยสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องแรงงานสำเร็จ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคมากขึ้น

เอกชน ห่วงมาตรการทางการค้า 

ด้าน ‘เจน นาชัยศิริ’ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า แนวโน้มทิศทางเศรษฐกิจโลกฟื้นช่วยให้การส่งออกปีนี้มีโอกาสขยายตัว  0-2% จากปี 2559 แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตามองทั้งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐ และสหภาพยุโรป ซึ่งอาจจะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบาย  ปัญหาการก่อการร้าย ตลอดจนความผันผวนของค่าเงินสกุลต่างๆ

เช่นเดียวกับ ‘นพพร เทพสิทธา’ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออกฯ) ระบุว่า  ปีนี้อาจจะเป็นปีที่ทุกประเทศหันมาใช้มาตรการต่างๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ตนเอง ซึ่งไทยจะต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือเรื่องนี้ นอกจากนี้ ยังมีความกังวลต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การก่อการร้าย ตลอดจนปัญหาภัยธรรมชาติ เช่น ภาวะโลกร้อน แผ่นดินไหว ซึ่งอาจจะสร้างความเสียหายได้มากเช่นกัน

 

 

 

11201 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น