ไทยจับมืออาลีบาบาต่อยอดธุรกิจออนไลน์

การเดินทางมาเมืองไทยของ “แจ็ค หม่า” ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท อาลีบาบา ในช่วงเดือนตุลาคม 2559 ได้สร้างความฮือฮาให้กับผู้ประกอบการไทยไม่น้อย

ด้วยเหตุที่ อาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้ง เป็นธุรกิจอี-คอมเมิร์ชขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนานถึง 16 ปี มีพนักงานรวม 40,000 คน และสร้างรายได้ถึง 34,300 ล้านหยวน  หรือราว 5,070 ล้านดอลลาร์ ในช่วงเดือนก.ค.-ก.ย. เพิ่มขึ้น 55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ในครั้งนั้น “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์”  รองนายกรัฐมนตรี ได้พบกับประธาน แจ็ค หม่า ของอาลีบาบา ซึ่งได้แสดงเจตนาจะเข้ามาช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยที่มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 90 ของประเทศ ให้มีโอกาสทางการค้า โดยเฉพาะโอกาสที่จะขยายฐานเข้าไปบุกตลาดจีน ซึ่งมีจำนวนประชากรมากกว่า 1,300 ล้านคน

โดยแนวทางการให้ความช่วยเหลือครั้งนั้น “อาลีบาบา” รับปากว่าจะช่วยเทรนนักธุรกิจไทยที่ต้องการทำธุรกิจค้าขายออนไลน์ e-Commerce  ในรูปแบบเดียวกับที่เคยช่วยเหลือรัฐบาลจีนมาแล้ว

จับมืออาลีบาบา พัฒนา 4 ด้าน   

หลังจากนั้นรัฐบาล โดยกระทรวงพาณิชย์, กระทรวงเศรษฐกิจดิจิตอล, กระทรวงวิทยาศาสตร์, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย, ธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออก, สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์, และไปรษณีย์ไทย ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU)  กับ อาลีบาบา เพื่อร่วมมือด้านอีคอมเมิร์ช  4 ด้าน ประกอบด้วย 1) การจัดอบรมผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี  30,000 ราย  ให้ใช้งานในแพลตฟอร์ม (Platform) อีคอมเมิร์ช ทั้งของ Alibaba และ Lazada

2) สร้างโครงการบุคลากรด้านเทคโนโลยีดิจิตอล 10,000 คน ให้มีนักพัฒนาเพื่อใช้งาน Alibaba Cloud ในการเข้าถึงตลาดจีน 3) แบ่งปันประสบการณ์ด้านลอจิสติก (Logistic) และ ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) กับไปรษณีย์ไทย ซึ่งทางไปรษณีย์ไทยจะสามารถเข้าไปศึกษาโกดังและศูนย์กระจายสินค้าของ อาลีบาบา และ 4) ทางอาลีบาบา จะให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ไทยเพื่อเป็นศูนย์กลาง (Hub)ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

ปรับบทบาทการทำงานรับ โมเดลธุรกิจใหม่

จากข้อมูลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซในปี 2559 จะอยู่ที่ 2.52 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้น 12.42% จากปี 2558 โดยเป็นรูปแบบการค้าแบบธุรกิจ-ธุรกิจ (B2B)  มากกว่า 50% หรือคิดเป็นมูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท

‘บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ’อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้มุมมองว่า  ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เป็นรูปแบบการดำเนินการธุรกิจใหม่
(New Business Model)  ต้องสนับสนุน เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถขยายธุรกิจได้เร็วขึ้น ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะต้องปรับเปลี่ยนบทบาท เป็นจุดเชื่อมต่อ Market Place ระหว่างเอสเอ็มอีที่เป็นแบบไทยแลนด์ 1.0-3.0  และ Startup ได้อย่างไร พร้อมทั้งต้องจัดหาพี่เลี้ยงเพื่อมาช่วยให้ Startup เติบโตได้เร็วขึ้น โดยกรมมีแผนจะจัด ”Start to Smart” ในระหว่างวันที่ 16-18 กุมภาพันธ์ 2560

ตั้งสถาบัน NEA สอนเอสเอ็มอี

ไม่เพียงเท่านั้น ทางกระทรวงพาณิชย์ได้จัดตั้งสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ New Economy Academy (NEA) เพื่อช่วยเหลือและพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) รวมถึงเกษตรกรไทยให้แข่งขันได้ในระบบเศรษฐกิจการค้ายุคใหม่ที่การค้าออนไลน์ได้เข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้น โดยตั้งเป้าที่จะสร้างผู้สอน ซึ่งจะเป็นผู้เข้าไปช่วยแนะนำและถ่ายทอดความรู้ให้แก่ SMEs และเกษตรกรไทยทั่วประเทศจำนวน 1,000 ราย และพัฒนาให้ SMEs และเกษตรกรไทยมีความรู้ด้านการค้าขายออนไลน์ไม่น้อยกว่า 30,000 ราย ภายในปี 2560

‘อภิรดี ตันตราภรณ์ระบุว่า ’การตั้ง NEA เป็นความร่วมมือกับอาลีบาบากรุ๊ป หลังจากที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้นำคณะผู้แทนไทยไปเยือนสำนักงานใหญ่อาลีบาบา ที่เมืองหางโจว ซึ่งทางอาลีบาบาได้ตอบรับที่จะนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ และเทคนิคการทำการค้าออนไลน์มาแบ่งปันให้กับ SMEs และเกษตรกรไทย

สำหรับการดำเนินการของสถาบันนี้ จะมีการจัดทำหลักสูตรที่จะใช้ในการพัฒนา SMEs และเกษตรกรไทยในหลายรูปแบบ เช่น ความรู้ในการทำธุรกิจ การพัฒนาสินค้า การสร้างแบรนด์ การส่งเสริมการรักษาผลประโยชน์ทางการค้าด้วยทรัพย์สินทางปัญญา การขยายตลาดไปต่างประเทศ รูปแบบการค้าออนไลน์ การทำตลาดออนไลน์ โดยจะมีการจัดหลักสูตรสอนแบบให้เข้ามาเรียนในห้องเรียน และการเรียนรู้ผ่านระบบ e-Learning ที่สามารถเรียนรู้ได้จากช่องทางออนไลน์

 

‘มาลี โชคล้ำเลิศ’ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า สถาบัน NEA ได้เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2560 จะทำการฝึกอบรมให้ผู้ที่สนใจฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และไม่จำกัดคุณสมบัติใดๆ ใครสนใจก็เข้ามาสมัครได้ โดยจะมีการจัดหลักสูตรตามความเหมาะสมให้แก่ผู้อบรมแต่ละราย ซึ่งเป้าหมาย 2 เดือนแรกของสถาบันฯ ต้องการอบรมผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกรไทยให้ได้ 1,800 ราย และสามารถสร้างผู้สอนได้ 100 ราย จากนั้นช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. 2560 อบรม SMEs และเกษตรกรไทย 4,400 ราย ผู้สอน 400 ราย และช่วงเดือน มิ.ย.-ธ.ค. 2560 อบรม SMEs และเกษตรกรไทย 11,800 ราย ผู้สอน 500 ราย

ทั้งนี้ ผู้สนใจรับการอบรมสามารถติดต่อผ่านสายด่วน 1169 หรือเว็บไซต์ กระทรวงพาณิชย์ (www.moc.go.th)

4834 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น