การตลาดยุคใหม่ใช้ประสบการณ์ หนังสือตีแผ่ 5 กลยุทธ์มัดใจลูกค้า

ในสมัยนี้การขายของเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอแล้วที่จะมัดใจลูกค้าให้อยู่กับเราไปตลอด เพราะฉะนั้นทางเจ้าของแบรนด์จึงได้งัดกลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อใช้แย่งชิงลูกค้าไปจากคู่แข่ง และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมแคมเปญการตลาดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างแบรนด์

การตลาดยุคใหม่ใช้ประสบการณ์ เป็นหนังสือสือสุดครีเอทอีกเล่มที่เขียนโดย โอซังจิน หัวหน้าทีมพัฒนาความคิดสร้างสรรค์บุคคลากรของซัมซุง ที่เคยฝากผลงานไว้กับหนังสือเรื่องเราจะเป็นคนที่คิดสร้างสรรค์ได้อย่างไร ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ก็ยังคงคอนเซ็ปต์เดิมคือการนำทฤษฎีจากผู้เชี่ยวชาญมาให้คอหนังสือได้อ่านกันพร้อมกับกรณีตัวอย่างจากทั่วทุกสารทิศที่ส่วนใหญ่เป็นแคมเปญการตลาดของแต่ละแบรนด์ นอกจากนี้ยังมีภาพของแต่ละแคมเปญที่มาพร้อมกับ QR Code และคำค้นหาเพื่อให้คอหนังสือนำไปเสิร์ชดูตามช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ซึ่งจุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือการมุ่งประเด็นไปที่กลยุทธ์การตลาด โดยโอซังจินได้แบ่งออกเป็น 5 หัวข้อใหญ่ดังนี้

1. สร้างเรื่องราวกระตุ้นความรู้สึก

มันจะดีขนาดไหนถ้าผู้บริโภคสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวต่าง ๆ ให้เข้ากับแบรนด์ได้ การตลาดแบบเล่าเรื่องราว หรือ Story Marketing เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ใช้กระตุ้นความรู้สึกของผู้บริโภคและนิยมใช้มาตั้งแต่สมัยอดีต ซึ่งในปัจจุบันนี้การเล่าเรื่องก็มีหลายประเภท เช่น การเล่าเรื่องของแบรนด์ (Brand Storytelling) การเล่าเรื่องด้วยสื่อดิจิทัล (Digital Storytelling) หรือ การเล่าเรื่องข้ามสื่อ (Transmedia Storytelling) ที่เอาสื่อในยุคดิจิทัลและสื่ออื่น ๆ มาประยุกต์ใช้

ในส่วนของการเล่าเรื่องด้วยสื่อดิจิตัลนั้น โอซังจิน ได้ยกตัวอย่างแคมเปญ Facebook 1914 ของ Museum of The Great War ที่ใช้วิธีการเปลี่ยนเรื่องเล่าประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 1 ให้เข้ากับยุคสมัย โดยทางพิพิธภัณฑ์ของฝรั่งเศสแห่งนี้ได้สร้างแฟนเพจเป็นบุคคลสมมตินามว่า Léon Vivien ขึ้นมาแล้วใส่คาแรคเตอร์ให้เขาเป็นครูที่ต้องออกรบ ในแต่ละวัน เฟซบุ๊กของ Léon Vivien ก็จะโพสต์เรื่องราวต่าง ๆ เหมือนกับคนธรรมดาคนหนึ่งในโซเชียล ทั้งพร่ำเพ้อถึงภรรยา อาลัยเพื่อนร่วมสมรภูมิ ความรู้สึกที่มีต่อสงคราม ฯลฯ ซึ่งแคมเปญนี้ก็ประสบความสำเร็จอย่างมากทำให้ผู้คนเข้าชมพิพิธภัณฑ์เพิ่มขึ้นถึง 45 เปอร์เซ็นต์ และยังคว้ารางวัล Gold สาขา Media ในเทศกาล Cannes Lions อีกด้วย

2. การตลาดที่ให้ประสบการณ์แปลกใหม่

การตลาดประสบการณ์ หรือ Experience Marketing คือการมอบประสบการณ์ที่ทำให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งโอซังจิได้กล่าวว่ามีประสบการณ์แค่ 3 อย่างที่ผู้บริโภคต้องการ ได้แก่ ความสนุก ความเอาใจใส่ และ ความสำเร็จ อาจเป็นแคมเปญที่เรียกรอยยิ้มให้กับผู้บริโภค พาผู้บริโภคไปพบกับประสบการณ์ที่คาดไม่ถึง ให้ลูกค้าสัมผัสความสำเร็จจากการใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา หรือทำให้ลูกค้าเป็นตัวเอกของแคมเปญเรา เช่น แคมเปญ Penningtons Styled to Surprise แบรนด์เสื้อผ้าไซต์ใหญ่ที่นำเทคโนโลยี Mirror Digital (กระจกดิจิทัล) เพื่อเนรมิตภาพเคลื่อนไหวออกมาชื่นชมลูกค้าขณะลองเสื้อ โดยหวังให้ลูกค้ารู้สึกดีเวลาทดลองผลิตภัณฑ์ของตนเอง

3. กลยุทธ์ของร้านค้าปลีกในยุคดิจิทัล

ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วส่งผลให้พฤติกรรมของนักช็อปเปลี่ยนไปตามกัน ปัจจุบันนี้คนซื้อขายของผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เราอาจเห็นลูกค้าเดินเข้าร้านเพื่อดูสินค้าก่อนเทียบราคาและสั่งซื้อทางออนไลน์ ในสายตาผู้บริโภคร้านค้าปลีกแต่ละแห่งอาจไม่ต่างกับโชว์รูมที่พวกเขาใช้สัมผัสกับสินค้าก่อนจะตัดสินใจซื้อ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องดีไม่ใช่น้อยหากร้านค้าปลีกต่าง ๆ จะปรับกลยุทธ์เปลี่ยนตัวเองให้เป็นยิ่งกว่าแหล่งซื้อของ และมอบประสบการณ์ให้ลูกค้าได้สัมผัสผลิตภัณฑ์เพื่อให้เกิดการตัดสินใจซื้อในอนาคต เช่น แคมเปญ Party Train ของ IKEA ที่เนรมิตรถไฟฟ้าแดนปลาดิบด้วยเฟอร์นิเจอร์ของตนเองเพื่อให้ลูกค้าได้คุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์

4. สร้างสรรค์ไอเดียเพื่อสังคม

หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า CSR หรือ กิจกรรมที่ทำประโยชน์ให้กับสังคม ซึ่งการทำ CSR นั้นสามารถทำให้คนในสังคมรู้สึกดีกับแบรนด์เราและอาจกลายเป็นลูกค้าในอนาคต ซึ่งในหัวข้อนี้ โอซังจิน ได้ยกแคมเปญดีกรีรางวัล Grand Prix ของ Cannes Lions อย่าง Immortal Fans ที่จัดโดยสโมสรฟุตบอล Sport Club Recife แห่งบราซิลมาเป็นตัวอย่าง ซึ่งแคมเปญนี้ก็สุดแสนจะเรียบง่ายเพียงแค่เชิญชวนแฟนฟุตบอลมาบริจาคอวัยวะให้กับผู้ป่วยที่ต้องการอวัยวะนั้นจริง ๆ และให้ผู้รับบริจาคมาเป็นแฟน Sport Club Recife เพื่อให้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของผู้บริจาคส่งเสียงเชียร์ทีมโปรดต่อไปให้สมกับชื่อแคมเปญ Immortal Fans (แฟนคลับตลอดกาล) และแน่นอนว่าแคมเปญนี้ประสบความสำเร็จ มีอัตราการบริจาคอวัยวะเพิ่มขึ้นถึง 54 เปอร์เซ็นต์ภายใน 1 ปี และยังส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแฟนฟุตบอลอีกด้วย ส่วนทางสโมสรก็ได้แฟนคลับเพิ่มขึ้น

5. วิธีคิดและสร้างสรรค์ไอเดียให้ยิ่งใหญ่

ในหัวข้อนี้โอซังจิน ได้ให้ความสำคัญกับความจริงใจเป็นหลัก และลงลึกกับแคมเปญ Samsung The Bridge of Life ที่ Samsung ได้เปลี่ยนสะพานมาโปที่มีชาวเกาหลีโดดฆ่าตัวตายมากที่สุดให้เป็นสะพานแห่งชีวิตที่ให้กำลังใจผู้คนที่สัญจรไปมา โดยการขึ้นข้อความชวนคุยและให้กำลังใจขณะที่มีคนเดินผ่าน ซึ่งโอซังจินได้บอกว่าแคมเปญนี้ประสบความสำเร็จได้จากการใช้ความจริงใจ การใช้เทคโนโลยีช่วยในการสื่อสาร และการสร้างความประทับใจรวมถึงความรู้สึกร่วม

ทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้โอซิงจิน และผู้แปลเขียนด้วยภาษาที่เรียบง่ายสามารถเข้าใจได้ไม่ยาก นอกจากนี้ยังมีแคมเปญการตลาดสุดสร้างสรรค์อีกมากมายที่รอให้ทุกคนไปหาคำตอบร่วมกัน หากถามว่าหนังสือการตลาดยุคใหม่ใช้ประสบการณ์เหมาะสำหรับผู้อ่านประเภทไหน คงตอบได้ไม่ยากว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะกับคนที่สนใจในการทำแคมเปญการตลาดผ่านสื่อต่าง ๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งผู้อ่านจะได้เรียนรู้คอนเซปต์และวิธีการคิดของการทำแคมเปญแต่ละแคมเปญไปประดับความรู้อย่างแน่นอน

2295 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น