SatangDee เชื่อมต่อผู้กู้กับผู้ลงทุน

ทั้งที่มีไอเดียดีๆ เจ๋งๆ มากมาย แต่นักลงทุนหน้าใหม่ในบ้านเราจำนวนไม่น้อยกลับต้องประสบปัญหาในเรื่องเงินทุน จนทำให้ขาดโอกาสในการพัฒนาหรือขยายธุรกิจ และหลายครั้งต้องล้มเลิกลงกลางคันหรือไปไม่ถึงฝั่งฝันอย่างน่าเสียดาย

สองผู้บริหารหนุ่ม Alex Linenko และ พงศกร สุขเพ็ชร์ มองเห็นจุดอ่อนหรือช่องว่างตรงจุดนี้ จึงผุดแอพสตางค์ดี หรือ SatangDee ขึ้นเพื่อเป็นบริการตัวกลางในการเชื่อมต่อระหว่างนักลงทุนกับผู้กู้ยืมเงิน ที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุดให้มาเจอกัน

Alex Linenko เล่าถึงแรงบันดาลใจของการทำแอพพลิเคชั่น SatangDee ว่าเกิดขึ้นจากความคิดที่ต้องการสร้างเครื่องมือที่มีความเรียบง่าย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสำหรับนักลงทุนมือสมัครเล่น เพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงแหล่งทุนหรือผู้ให้กู้ยืมเงินในอัตราที่ต่ำได้

“จากการวิจัยและทดสอบของเราพบว่า การให้บริการทางการเงินรูปแบบนี้ ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากกลุ่มประชากร Gen Y ในเมืองไทย ซึ่งประชากรกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มคนที่มีความรู้และมีความเข้าใจการใช้งาน PC หรือโมบายโฟนในชีวิตประจำวันกันอยู่แล้ว ซึ่งความแตกต่างระหว่างเรากับสถาบันการเงินรูปแบบเดิมๆ คือ SatangDee มีความสนใจที่จะช่วยเหลือผู้กู้เงินให้มีการชำระเงินภายในเวลา โดยปราศจากการเบี้ยวหนี้หรือผิดนัดหนี้ เพื่อก่อให้เกิดความพึงพอใจต่อผู้ให้ยืม ในขณะที่สถาบันทางการเงินจะได้รับมูลค่าเพิ่มหรือรายได้พิเศษจากการผิดนัดในการชำระหนี้ของผู้ยืม อีกนัยหนึ่งก็คือ SatangDee เปรียบเสมือนเป็นการให้บริการรูปแบบเพื่อนที่ดีต่อผู้ยืม ดังนั้น จึงจะช่วยแก้ปัญหาทางการเงินที่เกิดขึ้นได้ด้วยอัตราค่าธรรมเนียมที่ต่ำนั่นเอง”

ระบบอัตโนมัติรูปแบบนี้ การเข้าถึงออนไลน์และความร่วมมือในการให้บริการจากบุคคลที่สามอย่างแพลตฟอร์ม Peer-to-Peer Lending หรือ www.SatangDee.com จึงเป็นตัวช่วยทำให้นักลงทุนที่ยังไม่มีความชำนาญสามารถให้ยืมเงินได้โดยตรง ผ่านผู้กู้ยืมที่มีความน่าเชื่อถือ หากเปรียบเทียบกับธนาคารที่ให้บริการในรูปแบบสาขาและมีพนักงานในการดำเนินการเองแล้ว รูปแบบธนาคารแบบสาขาจะได้รับอัตราการกู้ยืมแบบกระจายจำนวนมากสุดสูงถึงเกือบ 30% ระหว่างอัตราดอกเบี้ย (ซึ่งอาจสูงถึง 28%) และอัตราเงินฝาก (1%) ซึ่งในทางกลับกันนั้น สตางค์ดีจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพียงไม่เกิน 5% ทำให้นักลงทุนสามารถกู้ยืมเงินในอัตราที่ต่ำกว่า

ทีม Co-Founder ของสตางค์ดีนั้นประกอบไปด้วยทีมงานจากหลายเชื้อชาติ มีทั้งไทย รัสเซีย และอเมริกัน ซึ่งแต่เดิมพวกเขาเคยทำงานร่วมกันมาก่อนในโปรเจกต์อื่นเป็นระยะเวลาประมาณ 3 ปี ก่อนจะมารวมกันและสร้างสตางค์ดีขึ้น โดยมี Alex Linenko เป็น CEO พงศกร สุขเพ็ชร์ เป็น COO  Benjamin Lakoff เป็น CFO  Andrey  Duhovnyj เป็น CRO Andrew Krisanov เป็น CTO และ พลอยณุภา ใจภูมิ เป็น CMO

“ฟีเจอร์หลักสำหรับผู้กู้ยืมเงินจะมีทั้งการสร้างบัญชีภายในระบบภายใต้การตรวจสอบข้อมูลและการระบุตัวตนของลูกค้าหรือผู้ใช้งาน การคำนวณเครดิตความเสี่ยงและโอกาสในการยื่นกู้ผ่านแพลตฟอร์ม ซึ่งในการยื่นกู้จะถูกตรวจสอบด้วยนักลงทุนที่ลงทะเบียนภายในแพลตฟอร์ม โดยระบบยังสามารถทำการแจ้งเตือนได้หลากหลายช่องทาง เพื่อช่วยให้การชำระหนี้คืนแก่ผู้ปล่อยกู้สามารถชำระคืนภายในช่วงเวลาที่กำหนด  โดยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยสำหรับการกู้ยืมจะผ่านแพลตฟอร์มจะไม่เกิน 15% สำหรับระบบผู้ให้กู้จะมีการสร้างบัญชีก่อนเพื่อทำความเข้าใจอย่างชัดเจนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงวิธีการลงทุน โดยสตางค์ดีจะเลือกผู้กู้เงินเฉพาะที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด และจะแนะนำการคำนวณอัตราดอกเบี้ยในแต่ละรายการของการยื่นกู้ในคำร้อง เรามีการนำสัญญาอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้งานควบคู่กับระบบ เพื่อช่วยให้ผู้ปล่อยกู้สามารถปล่อยเงินได้โดยไม่จำเป็นต้องพบปะพูดคุยกันโดยตรง ส่วนในกรณีที่เกิดการผิดนัดชำระหนี้ ทางสตางค์ดีจะเรียกเก็บหนี้ผ่านบริษัทรับทวงหนี้ ซึ่งเป็นบริษัทบุคคลที่สามที่มีใบอนุญาตถูกต้อง สำหรับอัตราผลตอบจากการลงทุนของโปรเจกต์โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 10% ต่อปี”

ในฐานะที่เป็นออนไลน์สตาร์ทอัพ เป้าหมายอย่างแรกของสตางค์ดีจึงเป็นการทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งจะช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้ด้วยต้นทุนต่ำ โดยมีช่องทางในการสื่อสารแลกเปลี่ยนที่หลากหลาย เช่น อีเมล์ เฟสบุ๊ก หรือไลน์ ซึ่งในขณะนี้มีผู้ให้ความสนใจและใช้งานเป็นจำนวนมากแล้ว และด้วยอุปสงค์ที่มีจำนวนมากนี้เอง ทำให้สตางค์ดีเน้นทำการตลาดแบบโซเชียลมากกว่ารูปแบบอื่นๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีการเข้าร่วมในกลุ่มธุรกิจประเภทฟินเทคและกิจกรรมต่างๆ ของสตาร์ทอัพอยู่เสมอ เพื่อเพิ่มการจดจำและเป็นการตอกย้ำแบรนด์ของบริษัทให้เป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

Alex Linenko ยังบอกถึงจุดแข็งของสตางค์ดีว่า คือประสบการณ์ในการทำงานของทีม และการมีนวัตกรรมไอเดียดีๆ ที่สำคัญคือ การมีทีมที่ปรึกษาทั้งคนไทยและต่างชาติที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงิน และ Venture Capitalists เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งในอนาคตเขายังมีเป้าหมายที่จะผ่านการทดสอบ Sandbox กับทางธนาคารแห่งประเทศไทยภายในปีนี้ และยังมีแผนที่จะร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับสถาบันทางการเงิน เพื่อให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของเขาด้วยง่ายและสะดวกมากขึ้นอีกด้วย

“ในความคิดเห็นของเรานั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเป็น Startup ก็คือ เราต้องเชื่อในสิ่งที่เรากำลังทำและมีความชื่นชอบอยู่แล้ว ซึ่งเราเห็นด้วยกับแนวคิดของ Bill Gross ที่ได้กำหนด 5 ปัจจัยหลักของการประสบความสำเร็จของสตาร์ทอัพไว้คือ Timing, Team, Idea, Business model และ Funding ซึ่งในวันนี้สตางค์ดีก็มีปัจจัยเหล่านี้เช่นกันครับ”

สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษา Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้านทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333

2780 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น