ปั้นแบรนด์ไทยยังไงให้โกอินเตอร์

หากพูดถึงศักยภาพของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของไทย ปัจจุบันมีหลายแบรนด์ที่สามารถเข้าไปตีตลาดโลกได้อย่างสบาย โดยแบรนด์สินค้าด้านอาหารและเครื่องดื่มของไทยนั้น สามารถสร้างยอดขายในเวทีโลกได้เป็นมูลค่ามากทุกปี ขณะเดียวกันผู้ประกอบการของไทยยังคงมุ่งหน้าพัฒนาสินค้าและแนวทางการทำตลาด เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

โดยเห็นได้จากสถิติในงานแสดงสินค้าอาหาร 2559 หรือไทยเฟ็กซ์ที่รัฐบาลไทยได้ตั้งเป้าให้สินค้าอาหารของไทยส่งออกขยายตัว 10% เนื่องจากได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเพิ่มมูลค่าสินค้าและเชื่อว่าสินค้าอาหารของไทยยังเป็นที่นิยม สอดคล้องกับนโยบายของรัฐที่ต้องการผลักดันให้ครัวไทยเป็นศูนย์กลางของครัวโลก ทั้งนี้ อุตสาหกรรมอาหารถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมศักยภาพของไทย ซึ่งปัจจุบันสินค้าอาหารของไทยสามารถส่งออกไปยังประเทศต่างๆ มากกว่า 200 ประเทศ โดยมีหลายรายการที่มีมูลค่าการส่งออกจัดอยู่ใน 5 อันดับแรกในตลาดโลก อาทิ ข้าว ไก่แปรรูป อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป กุ้งแช่แข็งและแปรรูป และสิ่งปรุงรสอาหาร คิดเป็นมูลค่าสินค้าอาหารและเกษตรแปรรูป เฉลี่ยมากกว่าปีละ 800,000 ล้านบาท

การจัดงานไทยเฟ็กซ์ ปี2559 นั้น มีจำนวนผู้ร่วมเข้าชมงานมากกว่า 1.5 แสนคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านี้ 7.32% แบ่งเป็นภาคเอกชนและผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมอาหาร (Trade Visitors) กว่า 4 หมื่นราย เพิ่มขึ้น 23.93% ขณะที่บุคคลทั่วไปมีจำนวนกว่า 1 แสนราย ที่น่าสนใจคือมีจำนวนผู้เข้าชมงานจากทั่วโลกมากถึง 113 ประเทศ โดย 10 ประเทศแรกที่มีผู้เข้าชมงานสูงสุด ได้แก่ มาเลเซีย จีน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง เวียดนาม สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ และอินเดีย ขณะที่การเจรจาทางธุรกิจที่เกิดขึ้นในงาน มีมูลค่ากว่า 9.64 พันล้านบาท ทั้งมูลค่าการซื้อขายภายในวันเจรจาธุรกิจ และยอดขายภายใน 1 ปีหลังจบงาน และภายในงานมีการจับคู่เจรจาธุรกิจผ่าน Thaitrade.com เกิดการเจรจาธุรกิจแล้ว 326 คู่ จากกว่า 40 ประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย เบลเยียม บรูไน แคนาดา จีน อินเดีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นต้น

กะทิไทยโกอินเตอร์ ตีตลาดโลก

ในงานนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่โกอินเตอร์ และมีการเปิดตัวเพื่อให้ผู้ร่วมชมงานได้รู้จักเป็นครั้งแรกคือ บริษัท เอเซียติค อุตสาหกรรมเกษตร จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว หนึ่งในผู้เคยเข้าร่วมงานไทยเฟ็กซ์ ซึ่งใช้โอกาสนี้เปิดตัว “กะทิอัมพวา” กะทิ 100% ในขวด PET ที่มุ่งจับตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยปี 2560 นี้ บริษัทฯ ได้วางแผนทำตลาดในต่างประเทศ จากฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่กว่า 77 ประเทศ และหาคู่ค้ารายใหม่เพื่อขยายตลาด โดยมีตลาดเป้าหมายสำคัญที่ต้องการขยายรุกเพิ่ม ได้แก่ สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้บริษัทฯ ได้ส่งกะทิไปทำตลาดบ้างแล้วที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และไอซ์แลนด์ และได้รับการตอบรับที่ดี และขณะนี้ได้วางแผนหาพันธมิตรทางธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมาและเวียดนามด้วย

ในส่วนของกลยุทธ์ทางการตลาด “ณัฐพล วิสุทธิไกรสีห์” กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า “เราได้วางกลยุทธ์การทำการตลาดของ “กะทิอัมพวา” ในประเทศไทยไว้ คือ เรื่องรสชาติที่จะต้องเหมือนกับกะทิคั้นสด และสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ใช้กะทิคั้นสด ให้เปลี่ยนมาใช้ในแบบบรรจุขวดที่มีความสะดวกและได้มาตรฐาน ขณะที่ในตลาดต่างประเทศ เราจะมุ่งเน้นการผลักดันสินค้าเข้าไปในครัวไทยที่เปิดร้านให้บริการอยู่ในต่างประเทศ นอกจากผลิตภัณฑ์กะทิแล้ว ยังมีน้ำมะพร้าวบรรจุขวดและผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวอื่นๆ ที่ไปทำตลาด ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น วุ้นมะพร้าว เป็นต้น ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะมียอดขายเติบโต 20% หรือเกือบ 4 พันล้านบาท จากสัดส่วนตลาดในต่างประเทศ 80% และตลาดในประเทศ 20%”

ตั้งโรงงานในต่างประเทศ เพิ่มโอกาสขยายตลาด

อีกหนึ่งปัจจัยที่จะทำให้การโกอินเตอร์ของผู้ประกอบการไทยประสบความสำเร็จ คือ นอกจากการส่งสินค้าไปจำหน่ายแล้ว ผู้ประกอบการไทยควรมองหาโอกาสสำหรับการตั้งแหล่งผลิตในต่างประเทศด้วย เช่น บริษัท ซีแวลู จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล และทูน่ากระป๋อง ที่ให้ความสนใจจะขยายตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV และจีน โดยก่อนหน้านั้นผู้ประกอบการรายนี้ได้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าในจีน ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานอย่างดี และยังมีการส่งสินค้าไปทำตลาดในเมียนมาและกัมพูชาด้วย ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการหาคู่ค้าเพื่อเข้ามาทำตลาดและเป็นตัวแทนจำหน่าย นอกจากนี้ยังวางแผนการก่อสร้างโรงงานผลิตสินค้าในเมียนมา ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 50 ล้านบาท เพื่อทำตลาดในประเทศเมียนมาและประเทศใกล้เคียง รวมถึงการสร้างโรงงานในกลุ่มประเทศยุโรป ที่คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท เพื่อเป็นฐานทำตลาดและส่งสินค้าไปในประเทศกลุ่มยุโรป ส่วนในประเทศจีน บริษัทฯ ก็มีแผนการตั้งโรงงานผลิตเช่นกัน ทั้งนี้ แนวทางการทำตลาดในต่างประเทศนั้น นอกจากการสร้างฐานผลิตสินค้าแล้ว การพัฒนาสินค้าที่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรสชาติ และรูปแบบสินค้า ถือเป็นหัวใจสำคัญ บริษัทฯ จึงได้เตรียมงบประมาณ 200 ล้านบาท ในการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาสินค้าขึ้นมารองรับ เพื่อสร้างการเติบโตปีละ 5% ภายในระยะ 5 ปีนับจากนี้ ซึ่งจากปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มียอดขายกว่า 2.3 พันล้านบาท เป็นสัดส่วนส่งออกถึง 95% ตลาดสำคัญได้แก่ เอเชีย ยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย ส่วนตลาดในประเทศมีสัดส่วนยอดขาย 5%

สำหรับผู้ประกอบการที่มีคู่ค้าหรือพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ หากสนใจนำแบรนด์สินค้าเข้าไปทำตลาด สิ่งสำคัญที่จะสนับสนุนให้เกิดความสำเร็จได้นั้น ต้องเกิดจากทั้งเจ้าของแบรนด์สินค้าที่ผนึกกำลังกับพันธมิตร เพื่อให้สามารถเข้าไปตีตลาดในประเทศต่างๆ ได้ และการพัฒนาให้สินค้าและบริการของแบรนด์ไทยมีคุณภาพมาตรฐานเป็นสากล ก็จะสามารถดึงดูดตลาดต่างประเทศให้หันมาสนใจได้เช่นเดียวกัน

Bangkok Bank SME มีบริการสินเชื่อเพื่อการส่งออกในหลายผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองทั้งวงจร ท่านสามารถส่งสินค้าขายถึงปลายทางด้วยบริการแบบเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้านทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333

2488 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น