ดันอุตสาหกรรมอาหารไทย เน้นเสริมกลยุทธ์-ปรับลุคอาหารก่อนโกอินเตอร์

นับตั้งแต่ ปี 2557 เป็นต้นมา ประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออกอาหารไปขายในตลาดโลกสูงถึง 1.01 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะในตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกา จากผลสำรวจของ Specialty Food Association สหรัฐอเมริกา ระบุว่า อาหารไทยเป็น 1 ใน 3 ของอาหารที่ชาวอเมริกันชื่นชอบและนิยมรับประทานมากที่สุด

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับผลวิจัยแนวโน้มความต้องการผลิตภัณฑ์ OTOP ของตลาดในประเทศและต่างประเทศ ของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ที่ระบุว่า สินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารไทยยังคงมีโอกาสทำรายได้มากขึ้นจากการส่งออกไปขายในตลาดต่างประเทศ เนื่องจากผู้บริโภคชาวต่างชาติชื่นชอบดีไซน์และเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้า ทั้งนี้ เหล่าผู้ประกอบการจึงต้องหาความรู้และประสบการเพิ่มเติมจากผู้มีประสบการณ์จริง ในการชี้แนะแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ เพื่อยกระดับไปสู่ผู้ผลิตที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในระดับสากล โดยเฉพาะในประเทศที่มีความต้องการสินค้าและมีกำลังซื้อสูง เช่น สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา นั่นเอง

“วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา” นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป ให้ความเห็นถึงสถานการณ์การส่งออกอาหารไทยในตลาดโลก และแนวโน้มความความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันว่า ภาพรวมการส่งออกอาหารไทยไปยังคู่ค้าในต่างประเทศ ขณะนี้สหภาพยุโรปยังคงเป็นตลาดใหญ่ที่สุด คือ ร้อยละ 41 รองลงมาคือสหรัฐอเมริกา ร้อยละ 11 ส่วนตลาดที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มความต้องการอาหารไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือ ตลาดอาเซียน+3 โดยกลุ่มสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน คือ อาหารพร้อมรับประทาน ซึ่งผู้บริโภคสามารถฉีกซอง นำเข้าไมโครเวฟแล้วรับประทานได้เลย โดยไม่ต้องยุ่งยากเสียเวลาในการปรุง นอกจากนี้ยังมีเทรนด์การบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพที่ยังคงมาแรง โดยเฉพาะอาหารปลอดสารพิษที่ผลิตด้วยกระบวนการไร้สารเคมี และหากเป็นผักผลไม้ออร์แกนิกส์ก็จะยิ่งขายได้ราคาดีกว่าปกติหลายเท่าตัว

ท่ามกลางความต้องการบริโภคอาหารไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น แม้จะถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย แต่ในแง่ของการวางกลยุทธ์เพื่อเจาะตลาดต่างประเทศ รวมทั้งแนวทางการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับวิถีชีวิต และความต้องการของผู้บริโภคในตลาดเป้าหมายนั้น ยังถือเป็นจุดอ่อนหรือปราการด่านสำคัญที่ผู้ประกอบการขนาดย่อม โดยเฉพาะกลุ่ม OTOP และ SMEs จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่การวางกลยุทธ์ก่อนผลิตสินค้าออกมาวางจำหน่าย โดยวิเคราะห์ปัจจัยภายใน คือ การประเมินศักยภาพทางธุรกิจ การวางแผนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสำหรับการแข่งขัน และปัจจัยภายนอก คือ ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ศึกษาตลาด และช่องทางการขาย รวมถึงการสร้างแบรนด์สินค้าและบริการให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้า ซึ่งทั้งสองปัจจัยข้างต้นถือเป็นหัวใจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจ

“ไม่เพียงแค่การวิเคราะห์ตลาดเพื่อวางทิศทางการผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคเท่านั้น  แต่หากผู้ประกอบการไทยต้องการขายอาหารในตลาดโลกได้มากขึ้น สิ่งสำคัญคือสินค้าจะต้องผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อย.  GMP, HACCP, BRC และมาตรฐานการตรวจสอบย้อนกลับ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มปลอดสารพิษ ซึ่งแม้จะไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก แต่หากได้รับการรับรองมาตรฐานก็จะถือเป็นใบเบิกทาง หรือตั๋ว V.I.P. ในการส่งสินค้าไทยเข้าไปเจาะตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว” นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าว

ด้านตัวแทนผู้ซื้ออย่าง Mr.Jordan Smith, Director of Supply Chain, Pure Sales Inc. ตัวแทนผู้ซื้อของ United Natural Foods Inc. ผู้นำเข้าและกระจายสินค้าประเภท Natural & Organic ชั้นนำของโลก กล่าวว่า ขณะนี้คนทั่วโลกหันมานิยมบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น หลายคนจึงมองหาสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติที่ปลอดสารพิษ โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ซึ่งจริงจังถึงขั้นมีกฎหมายเฉพาะในการกำกับมาตรฐานอาหารออร์แกนิกส์ รองรับความต้องการของผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่ต้องการย้อนกลับไปสู่การผลิตแบบดั้งเดิม โดยเริ่มตั้งแต่การเพาะปลูก การดูแล และการเก็บเกี่ยว ต้องปลอดสารเคมี 100% ถ้าเป็นผักผลไม้ที่ดูสวยงามเป็นพิเศษ มักจะถูกตั้งคำถามว่ามีการใช้ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี หรือมีการดัดแปลงพันธุกรรมหรือไม่ ขณะที่ขั้นตอนการแปรรูปและบรรจุ ต้องไม่ผ่านการปรับแต่งโดยเฉพาะรสชาติและสีสัน

ดังนั้น เพื่อเพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารไทย ผู้ประกอบการชาวไทยจึงควรผลิตสินค้าเหล่านี้เข้าไปตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว โดยนำเอาไอเดียข้างต้นไปประยุกต์และพัฒนาต่อยอดอาหารไทยที่ผู้บริโภคในยุโรปและสหรัฐอเมริกานิยม เช่น ซอสปรุงรสสำเร็จรูป ซึ่งเป็นเครื่องปรุงที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่คนต่างชาติ เพราะช่วยให้สามารถทำอาหารไทยได้ง่ายมาก หรือผลิตภัณฑ์กลุ่มเส้นก๋วยเตี๋ยว ข้าวสายพันธุ์ไทย เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมนิล ข้าวหอมแดง ผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน มังคุด ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมและมีแนวโน้มความต้องการบริโภคสูงขึ้นเช่นกัน สิ่งสำคัญที่จะทำให้สินค้าไทยขายในตลาดโลกได้มากขึ้น คือ การพัฒนามาตรฐานและระบบการผลิต ให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับ ควบคู่ไปกับการสร้างจุดสนใจและความแตกต่างในทุกๆ  ด้าน  ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นสูตรหรือส่วนผสมใหม่ๆ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สวยงามและสะดวกต่อการใช้งาน  การเขียนบรรยายที่มาและสรรพคุณของวัตถุดิบและส่วนผสมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะพืชผักสมุนไพรท้องถิ่นที่ชาวต่างชาติไม่รู้จัก รวมไปถึงอายุของสินค้าจะต้องอยู่ได้นานพอสมควร โดยอายุที่เหมาะสมสำหรับการส่งขายในตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกานั้น อย่างน้อยจะต้องอยู่ได้ถึง 6 เดือน เพราะการขนส่งทางเรือใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน และอีก 4 เดือน สำหรับการวางขาย

“ต่อไปในอนาคตกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ จะมีความเข้มงวดเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว แต่หากผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนากระบวนการผลิต จนผ่านเกณฑ์รับรองมาตรฐานปลอดสารพิษ  รับรองได้ว่ายอดขายจะเพิ่มสูงขึ้นอีกหลายเท่าตัว” Mr.Jordanกล่าว

Bangkok Bank SME มีบริการสินเชื่อเพื่อการส่งออกในหลายผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองทั้งวงจร ท่านสามารถส่งสินค้าขายถึงปลายทางด้วยบริการแบบเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้านทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333

1370 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น