SME จะวางแผน Retire อย่างไรดี, อรรถพร พรมแก้วงาม CFP®

ผู้ประกอบการ SME หลายๆท่านเริ่มที่จะคิดถึงการ Retire และต้องการส่งต่อธุรกิจให้กับทายาท หากทายาทมีความรู้

ความสามารถเพียงพอ หรือได้รับความวางไว้ใจในการบริหารงานมาอย่างต่อเนื่องยาวนานจนท่านแน่ใจว่าจะนำพาธุรกิจต่อไปได้ตลอดรอดฝั่ง หรือ อาจจะรุ่งเรืองกว่าสมัยการบริหารงานของท่าน ท่านคงจะเบาใจและหายห่วงที่จะวางมือและปล่อยให้ทายาทดำเนินงานต่อไปจากท่าน

แต่บางครั้งธุรกิจของท่านอาจไม่สามารถส่งต่อไปให้กับทายาทรุ่นต่อไปได้ ซึ่งมีหลายสาเหตุ หลายปัจจัย เช่น ธุรกิจต้องพึ่งพาความรู้หรือความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือ ธุรกิจต้องใช้ทักษะฝีมือระดับสูง หรือ ผู้ก่อตั้งเสียชีวิตกระทันหัน หรือ ไม่มีทายาทสืบทอด หรือ ทายาทไม่สนใจหรือภูมิใจในธุรกิจของครอบครัว เป็นต้น

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นผู้ประกอบการ SME มักจะไม่คำนึงถึงปัญหาเหล่านี้เพราะอาจจะคิดว่าปัญหาเหล่านี้ไม่มีทางเกิดขึ้น หรือ วางใจว่าลูกหลานจะเข้ามารับงานต่อ หรือ ปล่อยไว้ก่อนยังไม่ถึงเวลา ปัญหามาเดี๋ยวปัญญาก็เกิด แต่แท้จริงแล้วผู้ประกอบการอาจจำเป็นต้องวางแผน หรือ เตรียมแผนรองรับการสืบทอดเสียตั้งแต่วันนี้ สำหรับการตัดสินใจในอนาคตของธุรกิจในวันที่ผู้ก่อตั้งต้องการเกษียณ หรือ จากไปแบบกระทันหัน เพื่อที่คนในครอบครัวและธุรกิจจะดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคตได้โดยไม่ลำบาก หรือบริหารงานแบบไร้ทิศทาง

ดังนั้น แนวทางที่ผู้ประกอบการ SME สามารถเลือก หรือ วางแผนเพื่อส่งต่อสิ่งที่ดีที่สุดให้กับครอบครัว มีแนวทางโดยสังเขปดังนี้

1 ดำเนินกิจการต่อไป (Ongoing) แนวทางนี้ปัจจัยสำคัญคือกิจการจะต้องสรรหาผู้สืบทอดที่เหมาะสมกับธุรกิจ โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นลูกหลานในตระกูลก่อน หากลูกหลานมีความสามารถท่านคงจะสบายใจที่วางมือโดยเร็ว แต่หากท่านเผชิญปัญหาทายาทไม่สนใจหรือภูมิใจในธุรกิจ หรือ ไม่มีทายาทสืบสกุล การมองผู้สืบทอดอาจจะเป็นพนักงานภายในซึ่งจะมีความเชี่ยวชาญในงานของบริษัทเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว รวมถึงเข้าใจในโครงสร้างการดำเนินธุรกิจของอุตสาหกรรม หรือ การสรรหาผู้นำจากบุคคลภายนอกองค์กรที่มีความรู้ ความสามารถในการจัดการและบริหารธุรกิจ ทางเลือกนี้เป็นทางเลือกที่ยากมากเพราะต้องใช้เวลาเฟ้นหาผู้ที่เหมาะสมมาสืบทอดและผู้รับช่วงต้องใช้เวลาพิสูจน์ฝีมือให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็น เจ้าหนี้ ลูกหนี้ สถาบันการเงิน ซัพพลายเออร์ พนักงาน ผู้ถือหุ้น บอร์ดบริหาร เป็นต้น และเมื่อตัดสินใจให้ธุรกิจดำเนินต่อไป การวางแผนกระจายหุ้นจากธุรกิจครอบครัวไปสู่การเป็นบริษัทมหาชน เพื่อเข้าไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการส่งต่อธุรกิจในขั้นตอนต่อไปในอนาคตข้างหน้า

2 เลิกกิจการ (Liquidate) แนวทางนี้สินทรัพย์ทั้งหมดของกิจการจะถูกขาย รวมถึงเลิกกิจการตามขั้นตอนกฏหมาย และเมื่อได้รับเงินจากการขายสินทรัพย์ ก็จะนำไปชำระหนี้สินทั้งหมดคืนให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหมดของกิจการทั้งเจ้าหนี้รัฐบาล เจ้าหนี้สถาบันการเงิน เจ้าหนี้การค้า ตลอดจนถึงเจ้าหนี้อื่นๆทุกประเภท ส่วนที่เหลือหลังหักชำระหนี้แล้วคือส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Worth) ซึ่งจะถูกแบ่งให้แต่ละคนตามสัดส่วนความเป็นเจ้าของ ทั้งนี้การขายสินทรัพย์หากเร่งดำเนินการหรือเตรียมข้อมูลไม่พร้อม อาจจะทำให้ผลตอบแทนที่ควรจะได้รับต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ (Intrinsic Value) นอกจากนี้การขายสินทรัพย์ต้องการเวลาในการหาผู้ซื้อที่เหมาะสม เจรจาต่อรองราคา และประเมินมูลค่าสินทรัพย์ ดังนั้นเจ้าของกิจการควรหาที่ปรึกษาทางการเงินที่มีความเชี่ยวชาญในการประเมินมูลค่าและมีความเป็นอิสระไม่มีส่วนได้เสียในดีลมากเกินกว่าค่าธรรมเนียมที่ควรจะได้รับในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพที่ปรึกษาทางการเงิน อีกทั้งการขายสินทรัพย์จะต้องคำนึงถึงภาระภาษีจากการขายสินทรัพย์ด้วย ดังนั้นการคิดคำนวณและดำเนินการอย่างรอบคอบ ก็เพื่อให้ท่านและครอบครัวได้รับเงินจากการขายสินทรัพย์ให้เพียงพอต่อการใช้ชีวิตในอนาคตข้างหน้าในวันที่ปราศจากธุรกิจให้พึ่งพิง

3 ขายธุรกิจ (Sold Business out) แนวทางนี้ผู้ประกอบการ SME ต้องการขายธุรกิจให้กับนักลงทุนที่สามารถบริหารธุรกิจให้ดำเนินต่อไป รวมถึงช่วยดูแลพนักงานกลุ่มเดิม หรือ ขายให้กับนักลงทุนที่สนใจและต้องการรักษาธุรกิจไม่ทำลายแบรนด์หรือคุณค่าของธุรกิจเดิม หรือ แยกธุรกิจเดิมออกเป็นส่วนๆเพื่อขายออกไปทันที ดังนั้นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การขายธุรกิจประสบความสำเร็จคือความน่าสนใจของธุรกิจว่ามีอนาคต หรือ มีคุณค่ามากน้อยเพียงใด หรือมี Brand Loyalty สูงในตลาดหรือไม่ หรือมี Special Know How ที่จะทำให้นักลงทุนรายใหม่ต่อยอดทางธุรกิจต่อไปได้  ดีลลักษณะนี้บ่อยครั้งการขายมีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกขายให้กับพนักงานหัวกะทิภายในบริษัทเอง เพราะเข้าใจในธุรกิจและมองเห็นแนวทางการทำงานต่อไปในอนาคต และยังทราบถึงมูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจ รวมถึง Hidden Asset ในธุรกิจ ทั้งนี้ไม่ว่าจะขายให้กับพนักงานหัวกะทิภายในองค์กร หรือ ขายให้กับนักลงทุนอื่น หรือ ขายให้กับกองทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูง การซื้อขายกิจการควรจะใช้ที่ปรึกษาการเงินในการประเมินมูลค่ากิจการที่เหมาะสม และควรมีที่ปรึกษากฎหมายในการร่างสัญญาข้อตกลงการซื้อขายที่เป็นที่พอใจและยุติธรรมทั้งสองฝ่าย
การวางแผนเสียตั้งแต่วันนี้ ยังดีกว่าต้องไปแก้ปัญหาที่ไม่มีทางออกในอนาคตข้างหน้าครับ

สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษา Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้านทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333

1078 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น