รู้ก่อนลุยตลาดสหรัฐอเมริกา

ไทย ส่งออกสหรัฐฯ ปี 58 สูงถึง 811,411.74 ล้านเหรียญดอลลาร์ ด้านผู้บริโภคมีอำนาจซื้อรายหัวเฉลี่ย 54,596 เหรียญดอลลาร์ต่อคน

คงไม่เป็นการอวยกันเกินไปนัก หากจะกล่าวว่า ‘สหรัฐอเมริกา’ คือตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยในปัจจุบัน ด้วยจำนวนประชากรกว่า 320 ล้านคน และผู้บริโภคที่มีอำนาจการซื้อต่อคนสูงถึง 54,596 เหรียญสหรัฐ ซึ่งจากตัวเลขมูลค่าการส่งออกไทยไปสหรัฐอเมริกาในปี 2558 นั้น มีมูลค่าสูงเป็นสถิติใหม่ถึง 811,411.74 ล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าปี 2557 ที่ส่งออกจำนวน 767,856.29 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 5.67 จากมูลค่าการส่งออกทั้งหมดตลอดหลายปีที่ผ่านมา

สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดเสรี (FREE MARKET) แต่ระบบเศรษฐกิจก็มีการแข่งขันและซับซ้อนมากที่สุดในโลก ผู้บริโภคอเมริกันมีระดับความเป็นอยู่ที่ดีและมีกำลังซื้อมาก ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและอุปสรรคในการขยายตลาดสินค้าทุนนิยมและบริโภคนิยมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เล็งเห็นถึงความสำคัญของข้อมูลภาวะการค้าระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา จึงได้พยายามเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ส่งออกไทย โดยการให้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อการเจาะและขยายตลาดสำหรับผู้ส่งออกไทยและการแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้า รวมทั้งการสร้างความสัมพันธ์และเครือข่ายทางการค้ามาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การจัด Trade Mission, Business Matching และการสนับสนุนการใช้ E-Marketplace ผ่านเว็บไซต์ www.thaitrade.com รวมไปถึงการส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าไทยและมาตรฐานสินค้าภายใต้ตราสัญลักษณ์ THAILAND TRUST MARK

สำหรับการมองถึงโอาสสินค้าสำคัญที่สหรัฐอเมริกานำเข้าจากประเทศไทย จะพบว่าส่วนใหญ่เป็นสินค้าในกลุ่มคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป อาหารทะเลกระป๋อง อัญมณี เฟอร์นิเจอร์ กุ้งสดแช่แข็ง และผลิตภัณฑ์ยาง โดยมีมูลค่าการส่งออกในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2559 จำนวน 202,311.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งดีกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2558 ที่ส่งออกมูลค่า 189,913 ล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบทั้งหลายต้องรู้ เพื่อสร้างโอกาสการค้าการลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกานั่นก็คือ ข้อมูลพื้นฐานทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมของสหรัฐอเมริกา ซึ่งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้พยายามรวบรวมและจัดทำข้อมูลการส่งออกในสหรัฐอเมริกา ประกอบไปด้วย สถานการณ์ตลาดรายเดือน สถานการณ์เศรษฐกิจการค้า ภาวะการค้าระหว่างประเทศแนวโน้มสินค้า เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจ และสิทธิประโยชน์จากข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบการสามารถเข้าไปศึกษาได้อย่างละเอียดผ่านทาง www.ditp.go.th

อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องรู้อีก คือเรื่องของกฎหมายและกฎระเบียบการค้า เพราะตลาดสหรัฐอเมริกามีความเข้มงวดและซับซ้อนในเชิงกฎระเบียบและข้อบังคับมากที่สุดในโลก คือมีความเข้มงวดในการตรวจสอบความปลอดภัยสินค้าอุปโภคและบริโภคที่นำเข้า ดังนั้น การทำการตลาดจึงต้องทำอย่างรอบคอบภายใต้กฎหมาย หรืออาจต้องพึ่งบริการของนักกฎหมาย เพื่อให้เกิดความถูกต้องและรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังต้องรู้เทรนด์ และพฤติกรรมของผู้บริโภคอีกด้วย

จากรายงานการสำรวจการบริโภคอาหารและสุขภาพประจำปี 2559 จัดทำโดยมูลนิธิสภาข้อมูลอาหารนานาชาติของสหรัฐอเมริกา พบว่าผู้บริโภคอเมริกันมีการเปลี่ยนแปลงในด้านความคิดหรือพฤติกรรมการบริโภคอาหารและโภชนาการในปีที่ผ่านมา โดยร้อยละ 35 ของผู้บริโภคให้ความสำคัญกับอาหารเพื่อสุขภาพ และผู้บริโภคที่มีรายได้สูงยังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้มีความต้องการสินค้าหรือบริการที่แตกต่างไปจากระดับทั่วๆ ไป หรือมองหาสินค้าหรือบริการที่จับตลาดในกลุ่ม Niche Market และจากการสำรวจพบว่า มีกลุ่มผู้บริโภคอีกกลุ่มหนึ่งที่มีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าปกติ นั่นคือกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ (The Lesbian, GayBisexual and Transgender : LGBT) ซึ่งหากผู้ประกอบการสามารถผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ได้ ผู้บริโภคกลุ่มนี้ก็น่าสนใจ และจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งสำหรับการส่งออกสินค้าไทยที่มีศักยภาพสูงไปสหรัฐอเมริกา ซึ่งตลาดยังเปิดกว้างเพราะภูมิประเทศที่แตกต่างกันของสหรัฐอเมริกานั้น ส่งผลต่อความต้องการสินค้า รูปแบบสินค้า และประเภทสินค้าที่ต่างกันด้วย เช่น สินค้าประเภทอาหาร จะเป็นที่นิยมมากในพื้นที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีคนไทยและชาวเอเชียเข้ามาตั้งถิ่นฐานกันมาก ดังนั้น สินค้าประเภทอาหารสำหรับคนเอเชีย เช่น ข้าว กุ้งแช่แข็ง เส้นก๋วยเตี๋ยว กะทิ ซอสปรุงรส อาหารกึ่งสำเร็จรูปและสำเร็จรูป จึงเป็นที่ต้องการมาก ปัจจุบันรัฐแคลิฟอร์เนียมีการจัดตั้ง Thai American Chamber of Commerce California เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนนักธุรกิจไทยที่ต้องการประกอบธุรกิจในสหรัฐอเมริกา

ในขณะที่สินค้าเกษตรนั้น สหรัฐอเมริกาเริ่มให้ความสนใจกับสินค้าผักผลไม้ที่ไม่เน้นเรื่องของรูปร่างหน้าตามากขึ้น เนื่องจากเห็นความสำคัญของการทิ้งขว้างอาหารโดยไม่จำเป็นเพียงเพราะรูปร่างไม่สวย ส่งผลให้ผู้ผลิตสามารถส่งสินค้าได้มากขึ้น ซึ่งช่องทางการตลาดในปัจจุบันนั้น การซื้อสินค้าทางออนไลน์นับเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในอัตราสูง โดยการใช้จ่ายซื้อสินค้าของผู้บริโภคสหรัฐฯ มีแรงจูงใจมาจาก F-FACTOR คือ FRIENDS, FANS & FELLOWS ซึ่งเป็นอิทธิพลมาจาก Social Media เช่น Twitter และ Facebook จากความสำคัญของ e-commerce นี้เอง เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงพาณิชย์จึงได้มีการจัดตั้งสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (New Economy Academy) หรือสถาบัน NEA ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมหลักสูตรการพัฒนาและฝึกอบรมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสู่การเป็นสมาร์ทเอสเอ็มอี (Smart SMEs) เพื่อรองรับการเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ โดยจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาธุรกิจเพื่อก้าวสู่ตลาดสหรัฐอเมริกาและตลาดโลกได้ โดยสามารถติดตามรายละเอียด กิจกรรมอบรม สัมมนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการและการอัพเดตข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ ได้ที่ www.nea.ditp.go.th

Bangkok Bank SME มีบริการสินเชื่อเพื่อการส่งออกในหลายผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองทั้งวงจร ท่านสามารถส่งสินค้าขายถึงปลายทางด้วยบริการแบบเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้านทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333

947 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น