ไทยครองแชมป์โลกส่งออก ‘ถุงยางอนามัย’ ไปสหรัฐฯ

ไทยมาเหนือ นำโด่งด้านมาตรฐาน ผ่าน FDA ครองแชมป์ส่งออกถุงยางอนามัยไปสหรัฐฯ กินส่วนแบ่งการตลาดนำมาเลเซีย อินเดีย และจีน

ความต้องการใช้ถุงยางอนามัยเพิ่มขึ้นอย่างมากทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก จากการรณรงค์การใช้ถุงยางเพื่อป้องกันโรคเอดส์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่าง ๆ ประเทศไทยกลายเป็นผู้ส่งออกถุงยางอนามัยมากที่สุดในโลกตั้งแต่ปี 2547 – ปัจจุบัน คิดเป็นอัตราเฉลี่ยเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 14.8 ต่อปี โดยมีคู่แข่งที่น่ากลัวอย่างประเทศมาเลเซียที่ไล่คู่คี่กันมาทุกปี ตามมาด้วยอินเดีย จีน และสหราชอาณาจักร โดยมีสหรัฐฯ ที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญที่สุดของไทย

นอกจากสหรัฐอเมริกาจะเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญแล้ว ตลาดที่สำคัญรองลงมาของไทย คือ จีน อังกฤษ เยอรมนี บราซิล ฝรั่งเศส อินโดนีเซีย ฮ่องกง มาเลเซีย และโปแลนด์ ด้านมาเลเซียที่เป็นคู่แข่งนั้น มีตลาดส่งออกที่สำคัญคือ จีน แอฟริกาใต้ บราซิล และสหรัฐฯ ตามลำดับ โดยไทยสามารถครองส่วนแบ่งในประเทศพัฒนาแล้วได้มากกว่ามาเลเซีย ซึ่งประเทศที่ไทยครองส่วนแบ่งการตลาดได้นั้นต่างเข้มงวดในเรื่องคุณภาพสินค้า เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าคุณภาพถุงยางอนามัยที่ผลิตจากไทยนั้นได้มาตรฐานกว่า และเป็นที่ยอมรับในตลาดสากล

สคร.เผยไทยครองส่วนแบ่งการตลาด 34.37%

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ เมืองไมอามี สหรัฐอเมริกา เปิดเผยข้อมูลแนวโน้มความต้องการใช้สินค้าถุงยางอนามัยเมื่อปีที่ผ่านมา มีมูลค่า 1,276 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3.5 หรือประมาณ 1,563 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2563 เนื่องจากอเมริกาต้องการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงประชากรในประเทศสหรัฐฯ มีความต้องการควบคุมวางแผนครอบครัวมากขึ้น

สำหรับสัดส่วนการตลาดถุงยางอนามัยนั้นร้อยละ 98 เป็นถุงยางอนามัยสำหรับผู้ชาย และร้อยละ 2 เป็นถุงยางอนามัยสำหรับผู้หญิง ซึ่งรูปแบบผลิตภัณฑ์มีความหลากหลาย และอุตสาหกรรมการผลิตถุงยางอนามัยในสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ ผู้ผลิตหันไปนำเข้าจากต่างประเทศเนื่องจากต้นทุนในประเทศสูงกว่าการนำเข้า ทั้งราคาวัตถุดิบและค่าแรงในการผลิต อีกทั้งการคุมกำเนิดยุคใหม่สามารถทำได้ในหลายวิธี อาทิ การทำหมัน การใช้ยาเม็ด และการใส่ห่วง

ด้านแบรนด์ที่ได้รับความนิยมในสหรัฐฯ คือ TROJAN จากบริษัท Church & Dwight Co, Inc. โดยสามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดได้ถึงร้อยละ 72.8 ตามมาด้วย LIFESTYLES จากบริษัท Ansell Healthcare LLC สัดส่วนการตลาดอยู่ที่ร้อยละ 12 ตามมาด้วย Durex จากบริษัท Reckitt Benckiser Group ฯ มีส่วนแบ่งร้อยละ 11.8 และถุงยางแบรนด์อื่น ๆ อีกร้อยละ 1

ประเทศที่สหรัฐฯ นำเข้าถุงยางอนามัยมากที่สุดต้นปี 2559 (มกราคม 2559 – เมษายน 2559)
1.   ประเทศไทย  ส่วนแบ่งการตลาด 34.37%
2.   มาเลเซีย ส่วนแบ่งการตลาด 24.74%
3.   จีน ส่วนแบ่งการตลาด 15.94%
4.   ญี่ปุ่น ส่วนแบ่งการตลาด 10.83%
5.   อินเดีย ส่วนแบ่งการตลาด 9.94%
6.   ประเทศอื่น ๆ ส่วนแบ่งการตลาด 4.18%

ผู้บริโภคในสหรัฐฯ มักจะคำนึงถึงขนาดที่พอดีกับการใช้งานส่วนบุคคลและคุณภาพในการเลือกซื้อสินค้า ตามมาด้วยความชอบส่วนตัวในแต่ละความสามารถของผลิตภัณฑ์ รวมถึงราคาที่เหมาะสม ที่สำคัญปัจจุบันผู้บริโภคนิยมสั่งสินค้าผ่านทางออนไลน์มากขึ้น โดยผู้ใช้งานอายุระหว่าง 25 – 34 ปี เป็นกลุ่มที่ใช้ถุงยางอนามัยมากที่สุด

ช่องทางการจัดจำหน่าย/กฎระเบียบนำเข้า

สินค้าดังกล่าวจะอยู่ที่ร้านขายปลีกประเภท Convenient Store/ Supermarket ร้านขายส่ง เช่น Costco/ Sam’s Club/ BJ’s หรือจัดส่งสินค้าให้ถึงบ้านโดยสั่งซื้อผ่านทางออนไลน์ : Home Delivery / Online และศูนย์การแพทย์ต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาล/ คลินิก โรงแรม สถานบันเทิง ห้องน้ำ

กฎระเบียบนำเข้าตามมาตรฐานของ FDA (Food and Drug Administration : องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา) กำหนดให้โรงงานผลิตในต่างประเทศต้องได้รับการตรวจสอบจาก FDA สหรัฐฯ (FDA approved manufacturer) ซึ่งถุงยางอนามัยจัดอยู่ในประเภท Medical Devices โดยโรงงานต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 10993 และปฏิบัติตามระเบียบฉลากสินค้า (Labeling) ซึ่งต้องแสดงวันหมดอายุของสินค้า ประโยชน์ของการใช้งาน และคำเตือนการเกิดอาการแพ้ เป็นต้น

นอกจากนี้ เนื่องจากถุงยางอนามัยจากไทยมีคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับระดับสากล แต่ด้วยต้นทุนจากประเทศไทยที่สูงกว่าประเทศอื่น อาจต้องหาวิธีลดต้นทุนเพื่อให้สามารถแข่งขันราคากับคู่แข่งอย่างมาเลเซีย อินเดีย และจีน ซึ่งการมองหาผู้ร่วมทุนในสหรัฐฯ ก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย ผู้ประกอบการไทยจะได้ความรู้เรื่องเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในองค์กรมากขึ้น ประกอบกับได้รู้ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงกลุ่ม ตรงความต้องการ เพื่อทำให้ไทยกลายเป็นผู้นำในตลาดดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดสตรี และ LGBT (ความหลากหลายทางเพศ) ที่ยังมีการเติบโตในตลาดได้อีกมาก หรือแม้กระทั่งการเพิ่มช่องทางในตลาดส่วนที่ไม่แสวงหาผลกำไรอย่าง หน่วยงานรัฐ โรงพยาบาล องค์กรเพื่อสุขอนามัย

รายชื่อบริษัทที่นำเข้าถุงยางอนามัย

1.   บริษัท Reckitt Benckiser (North America)  Morris Corporate Center IV 399 Interpace Parkway, #101, P.O. Box 225 Parsippany, NJ 07054-0225 Tel: 973 404 2600 Fax: 973 404 5700 Website: www.rbnainternational.com
2.   บริษัท Okamoto USA Inc. OKAMOTO USA, INC. 3130 WEST MONROE STREET SANDUSKY, OHIO 44870 USA TEL: 419-626-1633 FAX: 419-626-1633 Email: Okamotousa@OkamotoUSA.com Website: www.okamotousa.com
3.   บริษัท Mayer Laboratories, Inc., 1950 Addison Street, Suite 1 Berkeley, CA 94704 Tel.: 510-229-5300 Fax: 510-848-5763 Email. stephaniem@MayerLabs.com Website: www.mayerlabs.com
4.   บริษัท Church & Dwight Co., Inc. 469 N. Harrison St.Princeton, NJ 08540 Tel. 609-683-5900
Fax. 609-683-5092 Website: www.churchdwight.com
5.   บริษัท Westridge Laboratories Inc. 1671 E. Saint Andrew Pl., Santa Ana, CA 92705 Tel: 714-259-9400 Fax: 714-259-9401 Email. customerservice@westridgelabs.com Website. www.westridgelabs.com
6.   บริษัท Barnett International Corp. 520 B Union West Blvd., Matthews, NC 28104 Tel: 704-882-9119
Fax: 704-882-9120 Email. vsarin@barnettinternational.net Website. www.barnettinternational.net

Bangkok Bank SME มีบริการสินเชื่อเพื่อการส่งออกในหลายผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองทั้งวงจร ท่านสามารถส่งสินค้าขายถึงปลายทางด้วยบริการแบบเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้านทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333

2007 Total Views 3 Views Today
แสดงความคิดเห็น