‘นิทัส เทสซิเล’ พัฒนาธุรกิจส่งต่อจากพ่อสู่ลูก

หลังการก่อตั้งและพัฒนาจนเป็นหนึ่งในธุรกิจผ้าม่าน ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ชั้นนำของเมืองไทยมานานกว่า 20 ปี บริษัทนิทัส เทสซิเล จำกัด ก็เปลี่ยนเข้าสู่ยุคของผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง ‘บอล’ ธัญญะ ตรังคะบัญชา ที่มาพร้อมกับแนวคิดในการพัฒนาธุรกิจและตอบสนองโลกยุคดิจิทัลด้วยสื่อการตลาดออนไลน์

ธัญญะบอกเล่าถึงความเป็นมาของธุรกิจที่เขารับไม้ต่อจากคุณพ่อว่า บริษัทนิทัส เทสซิเล จำกัด ทำธุรกิจประเภท Wholesale Business to Business เริ่มต้นจากการจัดจำหน่ายผ้าม่าน ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ โดยขายเป็นผ้าม้วนให้ลูกค้านำไปตัดเย็บเอง ซึ่งในสมัยรุ่นคุณพ่อคุณแม่นั้น จะบริหารงานแบบ Family Business คือพนักงานทุกคนเป็นเสมือนคนในครอบครัว เขาเล่าว่าตอนนั้นบริษัทยังเล็กอยู่ ที่ทำงานก็คือบริเวณชั้น 1 ของบ้าน แล้วธุรกิจก็เติบโตขยายกิจการมาเรื่อยๆ จากบ้านที่ถนนบรรทัดทองก็ย้ายมาเช่าบ้านเป็นออฟฟิศ และโชว์รูมอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 7 มีโกดังเก็บสินค้าอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 7/1 และสุขุมวิท 8 จนในที่สุดจึงมาซื้อที่ดินและสร้างออฟฟิศและโกดัง พร้อมกับมีโชว์รูมของตนเองอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 89 ซึ่งเป็นที่ตั้งในปัจจุบัน

“ตอนสมัยของคุณพ่อก็เจอปัญหาวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่วิกฤตต้มยำกุ้งมันเป็นวิกฤตของคนอื่นที่กู้เงินจากอเมริกาหรือกู้เงินจากต่างชาติ หรือธุรกิจที่ซื้อของจากซัพพลายเออร์ต่างชาติที่ขายเป็นเงินดอลล่าร์ คือแทนที่จะซื้อขายกัน 1 เหรียญ ในราคา 20 บาท กลายเป็นราคา 50 บาท ตอนนั้นจึงเป็นวิกฤตที่หลายๆ คนถูกกระทบ หลายกิจการก็เจ๊งไป แต่นิทัสตอนนั้นไม่ได้ซื้อของจากต่างประเทศเยอะ ถือว่าเราโชคดีครับ”

ธัญญะยังเล่าอีกว่า ธุรกิจของนิทัสฯ ในยุคของคุณพ่อนั้น ธุรกิจขายส่งส่วนใหญ่จะใช้กลยุทธ์ให้พนักงานขายวิ่งไปหาลูกค้า โดยนำตัวอย่างสินค้าไปให้ลูกค้าที่เป็นร้านค้าได้เห็น ได้สัมผัส เพื่อให้ end user ได้เลือก โดยธุรกิจจะต้องมี sample book ที่สวยงาม มีโปรดักต์ที่มีคุณภาพดีในราคาที่แข่งขันได้ในตลาด โดยเน้นการทำตลาดในร้านผ้าม่าน ร้านผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ ผู้รับเหมา ดีไซน์เนอร์ โรงแรม และโรงงานทำเฟอร์นิเจอร์ เป็นหลัก แต่เมื่อถึงมายุคของเขาจะเน้นเรื่องคุณภาพของสินค้าเป็นสำคัญ โดยราคาจะเป็นเรื่องรองลงมา

“ยังไงเรื่องคุณภาพของสินค้าต้องมาก่อน แล้วตามด้วยราคา สมัยนี้ของราคาเท่าเดิมแต่เราขายเหมือนเดิมไม่ได้ เพราะคู่แข่งบางเจ้าก็นำของจีนเข้ามา ลูกค้าก็จะบอกว่าทำไมของที่อื่นถูกกว่า แต่คุณภาพมันไม่เหมือนกันนะครับ เราต้องไปหาสินค้าที่คุณภาพใกล้เคียงกันในงบที่ลูกค้ารับได้ เราจึงต้องพยายามหาแหล่งที่เหมาะสม และขยายโปรดักต์ให้มีของหลากหลายขึ้น เพิ่มโอกาสในการขาย แต่ดีที่สุดผมว่าคือการเปิดหน้าร้าน แต่การเปิดหน้าร้าน ก็มีข้อดีและข้อเสีย เพราะพอไปเปิดรีเทลช็อปปุ๊บ ทางลูกค้าที่เป็นร้านผ้าม่านอยู่แล้วก็จะรู้สึกว่าเป็นการแย่งลูกค้าของเขา ก็ต้องชั่งน้ำหนักดูว่าเราอยากจะขยายทางไหนมากกว่ากัน ซึ่งในตอนนี้เราได้มีการแตกไลน์ธุรกิจเป็นบริษัทในเครือที่รับติดตั้งผ้าม่านด้วย”

การบริหารองค์กรในรูปแบบของธุรกิจครอบครัวที่มีความอบอุ่นและพูดคุยกันง่าย ถือเป็นจุดเด่นของนิทัส เทสซิเล ที่ธัญญะยืนยันว่าในยุคของเขาก็จะเดินตามรอยนี้ เพราะเขาเชื่อว่ามันช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ระหว่างผู้บริหารกับพนักงานได้ และยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้พนักงานของนิทัสฯ มีความภักดีในองค์กรสูงมากอีกด้วย

“สมัยนี้ผมว่าเทคโนโลยีสำคัญ เมื่อก่อนนิทัสฯ จะโฆษณาผ่านแมกกาซีนบ้าง แต่เดี๋ยวนี้แมกกาซีนไม่ได้ตอบโจทย์ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ไม่ได้ทำให้ลูกค้าเห็นคอนเทนท์ของเรามากเหมือนเมื่อก่อน เพราะเดี๋ยวนี้คนส่วนใหญ่ก้มหน้าเล่นมือถือกัน เราก็ไปโฆษณาลงทาง facebook แทน เราอาจจะใช้สื่อเดิม คือ บ้านและสวน แต่แทนที่เราจะไปเล่นแมกกาซีน ก็ไปเล่นสื่อบนเว็บไซด์ หรือเว็บเพจแทน ผมใช้ facebook ใช้ line เพื่อให้ลูกค้าสั่งของ การใช้สื่อโซเชียลทำให้ลูกค้าที่เป็น user จริงๆ รู้จักบริษัทเรา รู้จักแบรนด์และโปรดักต์ของเราเพิ่มมากขึ้น แต่เรื่องเพิ่มยอดขายตอนนี้อาจจะยังไม่ใช่ เนื่องจากคู่แข่งมีเยอะขึ้น การที่เรามีโซเชียลมีเดียมันช่วยในแง่ของการโปรโมทแบรนด์และสินค้า ทำให้คนที่อยู่ไกลๆ รู้จักเราได้ โดยที่เซลส์ไม่ต้องวิ่งเข้าไปหา”

ธัญญะมองว่าจุดแข็งของธุรกิจของเขาในวันนี้ นอกจากสินค้าที่มีคุณภาพเป็นที่รู้จักมายาวนานแล้ว เรื่องของการดีไซน์และความหลากหลายของสินค้าก็ถือเป็นจุดแข่งขันที่สำคัญ ด้วยการคัดเลือกสินค้าผ้าที่เน้นการใช้งานง่าย ผ้าเรียบ แต่มีสีสันให้เลือกมากขึ้น

“คู่แข่งเจ้าอื่นอาจจะบอกว่ามีโปรดักต์เยอะ แต่โปรดักต์แต่ละตัวมีสีน้อย เช่น เค้าออาจจะออกผ้ามา 20 ดีไซน์ แต่ 1 ดีไซน์มีแค่ 4 สี รวมกันแล้วแค่ 80 แต่ของเราอาจจะมีแค่ 10 ดีไซน์ แต่ใน 1 ดีไซน์เรามี 10 สี นี่คือจุดแข็งของเรา คือคุณภาพและความหลายหลายของสีของสินค้า”

เรื่องราคาของสินค้าถือเป็นความท้าทายที่สำคัญในการบริหารธุรกิจในยุคของเขา โดยธัญญะเล่าว่าตั้งแต่จีนเปิดประเทศมานั้น ทำให้มีการแข่งขันเรื่องราคาสินค้ามากขึ้น ลูกค้าบางเจ้าก็หันไปสั่งซื้อของตรงจากโรงงาน ซึ่งวิธีการแก้ปัญหาของเขาก็คือ ต้องมองหาสินค้าจากซัพพลายเออร์รายใหม่ที่มีคุณภาพ มีลายผ้าที่โดนใจตลาด และมีราคาถูกลงเข้ามาแข่งขัน

“ผ้ามันเป็นโปรดักต์ที่ไม่เหมือนพวกมือถือ เครื่องชงกาแฟ คือลูกค้าต้องได้สัมผัสเพื่อพิจารณาความหนาของเนื้อผ้า ความแข็ง ความกระด้างของเนื้อผ้า ซึ่งมันจะแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นการขายบนเว็บไซต์อาจจะยาก เพราะถ้าลูกค้ายังไม่ได้จับเนื้อผ้าก็คงไม่กล้าสั่ง ตอนนี้เรานำเศษผ้ามาทำเป็นเครื่องประดับ เช่น กระเป๋า ชุดเครื่องนอน หมอน แต่ไม่ได้ทำเป็นหลัก เราทำเพื่อให้เศษผ้าถูกลดจำนวนลงไป แล้วเราก็ขายผ่าน facebook สำหรับผม สื่อโซเชียลมีเดียไม่ใช่ช่องทางการขายหลัก ผมคิดว่าเราใช้เพื่อการโปรโมทแบรนด์ และสินค้าของเราให้คนรู้จักเพิ่มขึ้น น่าจะเป็นแนวทางที่ดีกว่า”

นอกจากธุรกิจผ้าม่าน ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์แล้ว ปัจจุบันธัญญะยังดูแลธุรกิจโรงแรมของคุณพ่อซึ่งอยู่ที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงรายด้วย คือ ibis Styles Chiangkhong Riverfront ซึ่งเขาก็ใช้เว็บไซต์และโซเชียลมีเดียอย่าง facebook เป็นตัวโปรโมทแบรนด์และธุรกิจที่สำคัญ รวมไปถึงการออกโรดโชว์ในงานท่องเที่ยว และขายผ่าน Agency เช่น Agoda, booking, expedia เป็นต้น

2039 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น