“นวัตกรรมสินค้าเกษตร” แก้จุดอ่อนปัญหาราคาร่วง

เร่งปลดล็อคสินค้าเกษตรตกต่ำ ด้วยแผนพัฒนาการเกษตร
ฉบับที่ 12 เพื่อการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

หลายต่อหลายครั้งที่มักจะเห็นเกษตรกรไทย ออกมาชุมนุมเรียกร้องให้ภาครัฐบาลแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ด้วยเหตุที่ผลผลิตเกษตรมักจะออกตามฤดูกาลพร้อมกันคราวละมากๆ หากไม่เร่งขายก็จะเน่าเสีย ส่งผลกระทบต่อประชากรภาคการเกษตร ที่มีประมาณ 12.4 ล้านคนของประเทศ

หากพลิกไปดูข้อมูลย้อนหลังในช่วง 10 ปี (2548-2558) จะพบว่าจำนวนเกษตรกรไทยลดลงและมีเกษตรกรที่เป็นผู้สูงอายุมากขึ้น เพราะรายได้จากการจำหน่ายสินค้าเกษตรค่อนข้างต่ำไม่เพียงพอต่อการยังชีพ จึงไม่สามารถจูงใจให้ลูกหลานเกษตรกรยึดอาชีพนี้ต่อไปได้

ปัญหาสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เป็นผลจากไทยมักจะผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรขั้นต้น ซึ่งมีมูลค่าไม่สูงนักประกอบกับสินค้าเกษตรเป็นสินค้าที่มีการเก็บเกี่ยวตามฤดูกาล เมื่อผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันก็จะต้องเร่งขาย ทำให้ขาดเสถียรภาพด้านราคา หากไม่ขายก็จะประสบปัญหาขาดทุนจากผลผลิตที่เน่าเสีย อีกทั้งต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรของไทย ยังปรับตัวสูงขึ้นมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ เพราะส่วนใหญ่เกษตรกรไทยมีการใช้สารเคมีมาก มีต้นทุนค่าจ้างแรงงานสูง แต่ประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ทำให้คำนวณเป็นต้นทุนต่อหน่วยสูงจึงแข่งขันได้ยากในตลาดโลก ผลสุดท้ายเมื่อราคาตลาดโลกลดลง ราคาสินค้าเกษตรก็ลดลง ทำให้เกษตรกรประสบปัญหาความยากจนต่อเนื่อง

ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลจึงพยายามหาทางออก โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต ลดพื้นที่ผลิต การเพิ่มปริมาณการใช้ในประเทศ และการผลักดันให้มีการส่งออกผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป หรือผลิตภัณฑ์ต่อยอดเป็นสินค้าที่มีนวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ราคาสินค้าสูงขึ้น โดยมีเป้าหมายเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรหลุดพ้นจากวงจรเดิม รวมถึงรายได้จากการส่งออกสินค้าเหล่านี้กลับคืนสู่ประเทศไทยให้มากขึ้น

แผนพัฒนาการเกษตร ฉบับที่ 12 ต่อยอดนวัตกรรม

“พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12  ซึ่งประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ คือ 1. สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร 2. เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดโซ่อุปทาน 3. เพิ่มความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม  4. การบริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน

ทั้งนี้จะเห็นว่า “การสร้างนวัตกรรมสินค้าเกษตร” เป็นหนึ่งใน 4 ยุทธศาสตร์ ที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยยุทธศาสตร์นี้จะประกอบด้วย 1) ส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตร 2) พัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศการเกษตรและเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบ 3) ส่งเสริมการทำงานวิจัยเทคโนโลยี และนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์

เสริมสิทธิพิเศษหนุนลดภาษีเอกชนสร้างนวัตกรรม 3 เท่า

สอดคล้องกับนโยบายหลักของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้มุ่งสนับสนุนการสร้างนวัตกรรม โดยกำหนดมาตรการเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 598) พ.ศ. 2559 ระบุว่าได้กำหนดให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการภาคเอกชน “เพิ่มขึ้น” โดยสามารถลงเป็นรายจ่ายได้เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 3 เท่าของรายจ่ายจริง โดยมีหลักเกณฑ์ในการใช้ประโยชน์ ดังนี้

1) ผู้ประกอบการที่จะใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นี้ ต้องเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 และจะต้องไม่นำรายจ่ายที่ได้จ่ายไป เพื่อทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมนี้ ไปใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

2) ผู้ประกอบการจะได้ยกเว้นภาษีเฉพาะเงินได้ส่วนที่จ่ายไป เพื่อทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้แก่หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่อธิบดีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา เพิ่มขึ้นอีก 1 เท่า จึงเป็นจำนวน 2 เท่าของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปจริง

3) ผู้ประกอบการจะได้ยกเว้นภาษีเพิ่มอีก 1 เท่าจากข้อ 2 สำหรับเงินได้ส่วนที่จ่ายไป เพื่อทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งได้จ่ายไปในระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562 แต่ทั้งนี้เมื่อรวมกับเงินในข้อ 2 แล้วต้องไม่เกินร้อยละของรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิ ก่อนหักรายจ่ายใดในรอบระยะเวลาบัญชี

จากนโยบายและมาตรการส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมดังกล่าว ทำให้ภาคเอกชนไทยโดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญ   ตื่นตัว ในการส่งเสริมการสร้างสินค้าที่มีนวัตกรรมมากขึ้น เพราะไม่ใช่เพียงจะช่วยให้เอกชนสามารถผลิตและจำหน่ายสินค้านวัตกรรม สร้างจุดแข็งและรายได้ให้องค์กรเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาใช้ลดภาษีได้อีกทางหนึ่งด้วย

ต่อยอดเศษวัตถุดิบปลาไปเป็นนวัตกรรม 

กระแสความตื่นตัวด้านนวัตกรรมนี้ เห็นได้ชัดเจนในหลายๆ บริษัทที่เริ่มมีการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะ เพื่อทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาต่อยอดสินค้าที่มีนวัตกรรมยกตัวอย่างเช่น  ผู้ผลิตและส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์ปลาทูน่ากระป๋องสัญชาติไทย ที่ก้าวขึ้นเป็นรายใหญ่ของโลกอย่าง  “ธีรพงศ์ จันศิริ” ประธานกรรมการบริหารบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU กล่าวว่า นวัตกรรมเป็นหัวใจหลัก (Key Priority) ที่จะสร้างความแตกต่างให้เราเหนือกว่าผู้ร่วมอุตสาหกรรม ซึ่งบริษัทฯ จะดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรและการสร้างการเติบโตแบบยั่งยืน

โดย TU จึงได้มีการตั้งศูนย์ Global Innovation Incubator(GII) ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2558 โดยให้งบประมาณปีละ 100 ล้านบาท ถือเป็นศูนย์นวัตกรรมแห่งแรกของไทยที่ลงทุนโดยภาคเอกชน  เพื่อนำเอาชิ้นส่วนจากการแปรรูปปลาทูน่าไปพัฒนาเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น ส่วนประกอบในเครื่องสำอางเป็นต้น โดยมีเป้าหมายว่าจะเริ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีนวัตกรรมออกมาทำตลาดได้ในปี 2559 และเมื่อถึงปี 2563 สินค้านวัตกรรมจะช่วยสร้างรายได้ถึง 10% ของรายได้รวมที่วางเป้าหมายไว้ หรือประมาณ 800 ล้านเหรียญสหรัฐ

เช่นเดียวกับนายกฤษฎา มนเทียรวิเชียรฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มมิตรผล กล่าวว่า  กลุ่มให้ความความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ เพื่อให้สอดรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยมีวิสัยทัศน์ที่มุ่งสู่การขับเคลื่อนธุรกิจฐานชีวภาพ (Bio-Based) พร้อมทั้งได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อให้การสนับสนุนโครงการวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพ สำหรับนักวิจัยระดับปริญญาโทและปริญญาเอกกับกลุ่มมิตรผล โดยการจัดสรรงบประมาณให้ทุนนักวิจัยฝ่ายละ 50% เป็นระยะเวลา 5 ปี จนถึงปี 2564

กยท.ผนึกกำลังต่อยอดนวัตกรรมจากยางพารา

“ธีธัช สุขสะอาด” ผู้ว่าการการยางเเห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) สร้างเครือข่ายนวัตกรรมยางระหว่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (ศว.พว.) เพื่อมุ่งเน้นการทำวิจัย งานวิชาการเชิงพาณิชย์ สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ  เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทยต้องพลิกวิกฤตเป็นโอกาส จากความไม่เสถียรด้านราคาของตลาดยางโลกให้ได้

ทั้งหมดนี้ถือเป็นตัวอย่างการจุดประกายสู่การพัฒนา “นวัตกรรมสินค้าเกษตร” เพื่อลดปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ซึ่งเป็นปัญหาซ้ำซากของเกษตรกร เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าหากทุกภาคส่วนร่วมมือร่วมใจสินค้าไทยจะก้าวพ้นการแข่งขันได้

2074 Total Views 2 Views Today
แสดงความคิดเห็น