ไทยพร้อมหรือไม่กับกระแส Disruptive Technology

“Disruptive Technology” กำลังถูกพูดถึงอย่างมากในยุคไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็นยุคแห่งการสร้างสรรค์นวัตกรรม และระบบดิจิทัลที่ชาญฉลาดสามารถทำงานแทนมนุษย์ได้

การพัฒนาแนวคิดคอมพิวเตอร์เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง หรือ Internet of Things (IoT) หรือการทำงานร่วมกันของเซิร์ฟเวอร์จำนวนมาก (Cloud) จำนวนข้อมูลที่มหาศาล (Big Data) เป็นต้น และผลจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้ ได้สร้างความท้าทายต่อภาคธุรกิจไม่น้อยว่าจะต้องปรับตัว เพื่อฉวยโอกาสทำกำไรให้กับธุรกิจได้เพิ่มขึ้น


สถานการณ์ภาคธุรกิจไทยกับยุคไทยแลนด์ 4.0

ในประเทศไทยความตื่นตัวในเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีเริ่มจะมีให้เห็นมากขึ้น แต่ยังเป็นตัวเลขที่ไม่หวือหวามากนัก เพราะหากพิจารณาข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ยังคงชี้ว่าในช่วงครึ่งปีแรก (มกราคม-มิถุนายน) 2559 จำนวนผู้ยื่นคำขอ-รับจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภทรวม 32,974 คำขอ ลดลง 29.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และกรมทรัพย์สินทางปัญญารับจดทะเบียน 22,602 คำขอ เพิ่มขึ้น 32.1% จากปีก่อน

มุมมองของภาคเอกชน ‘เจน นำชัยศิริ’ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า จากข้อมูลการสำรวจข้อมูลผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในประเทศเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ 70% ยังอยู่ในระดับอุตสาหกรรม 2.0-2.5  หรือมีการพัฒนานำเทคโนโลยีมาใช้ในอุตสาหกรรมระดับหนึ่ง

ส่วนผู้ประกอบการที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม 4.0 ที่นำระบบดิจิทัลมาใช้จริงจังมีเพียง 30% เท่านั้น และในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่เป็นบริษัทนักลงทุนต่างชาติ ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากฐานการผลิตในไทยไปยังบริษัทแม่ที่อยู่ในต่างประเทศ ทำให้สามารถตรวจสอบการทำงานของบริษัทลูกในไทยได้

อย่างไรก็ตามเขาเห็นว่า ธุรกิจไทยส่วนหนึ่งที่ยังไม่พร้อมจะลงทุนสร้างนวัตกรรมเอง ควรเน้นลงทุนเพื่อลดต้นทุน หรือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไปพลางๆ ก่อน เพราะเมื่อกระแสการค้ามีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ภาวะ New Normal และไทยจะต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอนาคต เพราะมีการคาดการณ์ว่าไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทั้งนี้หากภาคอุตสาหกรรมมีการพัฒนานวัตกรรมอย่างจริงจังได้ จะมีส่วนช่วยทำให้ GDP ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5-6% ต่อปี

 

โมเดลต่างชาติรับมือ Disruptive Technology

ขณะที่มุมมองของนักวิชาการต่างชาติ นายโคอิชิ มาซุชิตะ ผู้อำนวยการ ฝ่ายประสานงานต่างประเทศ สำนักสิทธิบัตรญี่ปุ่น (JPO) เล่าถึงประสบการณ์ในการทำงานของ JPO ว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุค 4.0 จะทำให้จำนวนข้อมูลเพิ่มขึ้น 2 เท่าทุก 2 ปี เพราะการพัฒนานวัตกรรมนำไปสู่การพัฒนารูปแบบการทำธุรกิจใหม่ (New Business Model)

ดังนั้นญี่ปุ่นจึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่กำหนดแนวทางการใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การวางระบบทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีการใช้ข้อมูลและมีการเชื่อมโยงข้อมูลมากขึ้น รวมถึงเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างผู้ผลิตชิ้นงาน และผู้ใช้สิทธิชิ้นงานที่มีสิทธิบัตร รวมถึงการวางแนวทางเพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาด้วย

สอดคล้องกับความเห็นของนายปีเตอร์ เอ็น. ฟาวเลอร์ (Peter N. Fowler) ตัวแทนภูมิภาคอาเซียน สำนักงานเครื่องหมายการค้า และสิทธิบัตรสหรัฐฯ กล่าวว่า ในยุค 4.0 สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนที่คิดว่าจะลงทุน จะต้องได้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของสินค้าที่จะลงทุน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องวางแนวทางการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาใหม่ๆ จะเริ่มขัดแย้งกับการที่จะต้องปกป้องสิทธิผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วจะชั่งน้ำหนักอย่างไร

ยกตัวอย่างเช่น ปีก่อนทางสหภาพยุโรปได้เริ่มมีแนวคิดเรื่องยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ AI และหุ่นยนต์ โดยมีประเด็นถกเถียงกันว่า จะให้สิทธิตามกฎหมายกับอัตลักษณ์ที่ไม่ใช่มนุษย์ได้หรือไม่ เช่น บุคคลอิเล็กทรอนิกส์ ควรมีสิทธิเท่ากับหุ่นยนต์หรือไม่ แล้วควรจะกำหนดขอบเขตของสิทธิอย่างไร หรือควรมีมนุษย์เท่านั้นที่ได้รับสิทธิ และจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างไร การจดสิทธิบัตรพันธุกรรมควรจะทำได้แล้วหรือไม่

 

ภาครัฐตื่นตัวรับการสร้างนวัตกรรม

ในมุมของภาครัฐบาลตระหนักว่า จะต้องเป็นพี่เลี้ยงที่เข้ารองรับการพัฒนาเทคโนโลยีของภาคเอกชน ‘นายทศพล ทังสุบุตร’ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ยุทธศาสตร์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา มุ่งส่งเสริมให้มีการสร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อต่อยอดธุรกิจ โดยจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาผู้ประกอบการด้านทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม หรือ Intellectual Property Innovation Driven Enterprise Center (IP IDE Center) ขึ้นเมื่อต้นปี 2560  เพื่อรองรับการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0 ที่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับเรื่องการวิจัยและพัฒนา และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในการผลิตสินค้าและบริการ

ทั้งยังเป็นการดำเนินงานเพื่อให้สอดรับกับทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564)  ซึ่งมุ่งที่จะปฏิรูปประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแก่ผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก เพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และให้ไทยก้าวข้ามกับดักจากประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ซึ่งผลิตสินค้าโดยใช้ต้นทุนต่ำไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง และสามารถใช้นวัตกรรม-เทคโนโลยีขั้นสูงในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

สำหรับบทบาทหน้าที่ของศูนย์ IP IDE Center จะเน้นให้คำปรึกษาผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม (IDE) ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมแบบครบวงจร ตั้งแต่การสร้างสรรค์ การคุ้มครองและการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างสมรรถนะและขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ นำประเทศไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา

โดยภายใต้ศูนย์ IP IDE Center จะมี 4 หน่วย ประกอบด้วย 1.Techno Lab ให้บริการข้อมูลแนวโน้มเทคโนโลยี (Technology Trend) 2.Idea Lab ให้คำปรึกษาเป็นพี่เลี้ยงในการบ่มเพาะพัฒนาความคิดสู่การผลิตสินค้า 3.Value Lab ให้คำปรึกษาด้านการเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ จัดหาแหล่งทุน และช่องทางการจำหน่าย 4.Inter Lab ส่งเสริมการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ และเจรจาไกล่เกลี่ยปัญหาการละเมิดในต่างประเทศ

 

ถอดบทเรียนอุตสาหกรรมรับมือ Disruptive Technology

ในส่วนของภาคเอกชนไทยเองได้เริ่มตระหนักถึงกระแส Disruptive Technology เพราะในหลายๆ อุตสาหกรรมเริ่มจะถูกคุกคามจากเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น อุตสาหกรรมการพิมพ์ ได้เริ่มปรับตัวเพื่อรับกับกระแสการเข้ามาของเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

‘นายประสิทธิ์ คล่องงูเหลือม’ กรรมการฝ่ายการพิมพ์ดิจิทัล สมาคมการพิมพ์ไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมการพิมพ์ได้รับผลกระทบเชื่อมโยงจากการพัฒนาเทคโนโลยี e-Book และลดการใช้กระดาษ (Paperless) แต่ได้ปรับตัวโดยการพัฒนาอุตสาหกรรมการพิมพ์ไปสู่ระบบการพิมพ์อัจฉริยะ (Smart Printing) รับออกแบบและผลิตงานล็อตเล็ก เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม และการขยายเข้าสู่อุตสาหกรรมการพิมพ์บรรจุภัณฑ์ โดยใช้เครื่องพิมพ์ที่มีการพัฒนาสูงอย่างเครื่องพิมพ์ 3 มิติ รวมถึงการพัฒนาใช้ระบบการตลาดออนไลน์ (Online Maketing) เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดพิมพ์

ขณะที่นางสาวอาทิมา สุรพงษ์ชัย  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอฟลิกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการเช่าชมภาพยนต์ผ่านระบบออนไลน์ แบรนด์ iflix เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่มีความต้องการข้อมูลมากขึ้น (On demand)  ซึ่งทาง iflix ได้พัฒนาบริการจนมีจุดแข็งที่ทำให้บริการนี้ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะเนื้อหา (Content) ที่รวดเร็ว สร้างเครือข่ายกลุ่มผู้รับบริการที่กว้างขวาง และรักษาจุดแข็งในด้านระดับราคาที่ไม่สูงนัก และสามารถเลือกชมภาพยนตร์ได้ไม่จำกัดเป็นต้น

1194 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น