โอกาสนวัตกรรมสินค้าเพื่อผู้สูงอายุ

โลกกำลังก้าวสู่ ‘สังคมสูงอายุ’ เพราะประชากรโลกที่อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยข้อมูลจากการสำรวจของบริษัท นีลเส็น ประเทศไทย จำกัด ปี 2559 บ่งชี้ว่าอีก 20 ปีข้างหน้า หรือในปี 2579 ประชากรผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนเป็น 2 ใน 3 ของประชากรโลก โดยเฉพาะในประเทศไทยสัดส่วนของกลุ่มผู้สูงอายุ จะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีจำนวน 7 ล้านคน เป็น 13-14 ล้านคนในปี 2573

สอดคล้องกับผลการศึกษาประชากรไทย (ปัทมา ว่าพัฒนวงศ์ และปราโมทย์ ประสาทกุล : 2559) พบว่าจำนวนประชากรไทยกำลังเพิ่มช้าลง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอายุของประชากรอย่างใหญ่หลวง จากอัตราเกิดลดต่ำลงอย่างมากและผู้คนมีอายุยืนยาวมากขึ้น ทำให้สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว

โดยในปี 2548 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุประมาณ 10% ของประชากรทั้งหมด แต่ในอีก 30 ปีข้างหน้า ผู้สูงอายุจะเพิ่มเป็น 25% ของประชากรทั้งหมด หรือมีจำนวนมากถึง 16 ล้านคน เมื่อถึงเวลานั้นประชากรสูงอายุจะมีจำนวนมากกว่าประชากรวัยเด็กเสียอีก

เมื่อสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพิงคนวัยแรงงานมากกว่าเด็ก คิดเป็นอัตราส่วนระหว่างวัยแรงงานต่อผู้สูงอายุจะลดลงจนเหลือเพียง 2 ต่อผู้สูงอายุ 1 คน ในอีก 30 ปีข้างหน้า

ผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทยดังกล่าว เชื่อมโยงสู่การกำหนดนโยบายมาตรการและโครงการที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุและลูกหลาน เช่น การกำหนดสวัสดิการให้ประชากรสูงอายุในด้านชีวิตความเป็นอยู่ และด้านสุขอนามัย เป็นต้น ก็จะมุ่งให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากขึ้น

ดังนั้นภาคธุรกิจผู้ผลิตสินค้าและบริการต่างๆ ต้องเกาะติด หันมาให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าและบริการ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้สูงอายุให้มากขึ้นเช่นเดียวกัน

บันได 6 ขั้นผลิตสินค้าอย่างไร โดนใจวัยเก๋า                                                                                                   ด้วยความเปลี่ยนแปลงของช่วงวัยจะทำให้ ‘พฤติกรรมการบริโภค’ เปลี่ยนตามไปด้วย โดยข้อมูลวิจัยยังพบอีกว่า ผู้สูงวัยส่วนใหญ่จะมีความวิตกกังวลว่า เมื่ออายุมากขึ้นจะสูญเสียความสามารถทางกายภาพ และไม่สามารถดูแลตัวเองได้ และเป็นภาระต่อลูกหลาน

ฉะนั้นจึงเป็นโอกาสสำหรับสินค้าและบริการประเภทต่างๆ เช่น ธุรกิจอาหารสำหรับผู้สูงวัย ธุรกิจสุขภาพและอุปกรณ์การแพทย์ ธุรกิจสปาและความงาม ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ธุรกิจนำเที่ยวสำหรับผู้สูงวัย ธุรกิจการเงินและประกันภัย เป็นต้น ที่สามารถพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการ เพื่อให้ตอบโจทย์เหล่านี้

แนวทางง่ายๆ ที่ผู้ผลิตสินค้าและบริการต้องปรับตัว เพื่อสร้างสรรค์สินค้าและบริการให้โดนใจผู้บริโภคกลุ่มนี้ โดยมี 6 แนวทาง ได้แก่ 1. มุ่งเน้นการผลิตสินค้าที่มีนวัตกรรมเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ และผู้ดูแลผู้สูงอายุ 2. การปรับปรุงบรรจุภัณฑ์สินค้าให้มีสีและขนาดที่ผู้สูงอายุสามารถอ่านได้สะดวก 3. ส่งเสริมการตลาดให้สอดรับกับรายได้ของผู้สูงอายุ โดยพ่วงกับสวัสดิการต่างๆ ของภาครัฐ 4. อำนวยความสะดวกในเรื่องการจัดส่งสินค้าสำหรับผู้สูงอายุ ที่ไม่สามารถจะเดินทางมารับสินค้าได้ด้วยตนเอง 5. จัดสรรพื้นที่ให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกผู้สูงอายุ เช่น จุดนั่งพัก จุดวางสินค้า สำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องขา ข้อเข่า ซึ่งจะไม่สามารถยืนหรือเดินได้ระยะไกล เป็นต้น 6. ปรับพื้นที่จัดวางสินค้า เช่น ความสูงของชั้น ความสว่าง เพื่ออำนวยความสะดวกมากขึ้น

ดร.รัชฎา ฟองธนกิจ นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจบริการผู้สูงอายุ กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้สนใจผลิตสินค้าเพื่อรองรับตลาดผู้สูงอายุจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เหมาะกับผู้สูงอายุมากที่สุด เช่น ในกลุ่มอาหารต้องมีความหนืด เพื่อไม่ให้เกิดการสำลัก รองเท้าของผู้บริโภคกลุ่มนี้นอกจากใส่สบาย ปลอดภัย ยังจะต้องใส่ความแฟชั่นลงไปด้วย เป็นต้น คาดว่าในอีก 1-2 ปีนี้ จะเริ่มออกมาสู่ท้องตลาดมากขึ้น เพื่อให้ทันกับกระแสสึนามิ ผู้สูงอายุที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 1 ใน 4 ของประชากร หรือ 25% ของคนในประเทศ

ในส่วนความช่วยเหลือจากภาครัฐ ดร.รัชฎา กล่าวว่าควรมุ่งเน้น 3 เรื่องหลักคือ 1. ปัจจุบันสถานที่ดูแลผู้สูงอายุมีปัญหาในด้านการประสานงาน กับหน่วยงานที่นำส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน เนื่องจากศูนย์ต่างๆ เหล่านั้นเน้นรับ-ส่งผู้ป่วยตามบ้าน แต่จะไม่รับ-ส่งจากสถานดูแลด้วยกัน 2. อยากให้สถานบริการดูแลผู้สูงอายุ ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าจากการซื้อสินค้าต่างๆ เช่นเดียวกับโรงพยาบาล เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มเหล่านี้จะเป็นภาระแก่ผู้บริโภค รวมไปถึงรายจ่ายในการใช้จ่ายสำหรับดูแลผู้สูงอายุ สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ 3. การพัฒนามาตรฐานสถานดูแลผู้สูงอายุ เพื่อให้ตรงกับที่ทางรัฐบาลตั้งเป้าให้ไทยเป็น Long stay ของคนวัยเกษียณ ซึ่งที่ผ่านมาจะเป็นนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามา แต่ในกลุ่มผู้ประกอบการไทยยังเป็นรายเล็ก และจดทะเบียนในลักษณะนิติบุคคล ซึ่งขาดมาตรฐาน รวมถึงขาดเกณฑ์ควบคุมสถานประกอบการจากภาครัฐ อาจจะทำให้ผู้บริโภคขาดความมั่นใจ

 

ผู้สูงวัยกำลังซื้อสูง-คู่แข่งขันน้อยราย
‘รัตติพล ตันยา’ เจ้าของผลงาน “อุปกรณ์สวมใส่เพื่อดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ” (wearable for elderly healthcare) จาก บริษัท อาตาปี จำกัด กล่าวว่า ตลาดสินค้าสำหรับผู้สูงวัยกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และในปัจจุบันมีผู้เล่นน้อยรายเทียบกับจำนวนผู้สูงวัย และส่วนใหญ่ผู้สูงวัยเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อ โดย 55% ของกลุ่มนี้ใช้จ่ายเพื่อการดูแลสุขภาพ รวมทั้งสร้างความบันเทิง ลดความเบื่อหน่ายจากการอยู่คนเดียว เพราะผู้สูงอายุ 70% อยู่บ้านคนเดียวในช่วงกลางวัน ดังนั้นสินค้าที่สร้างความบันเทิง และดูแลช่วยเหลือได้น่าจะตอบโจทย์อย่างยิ่ง

บริษัทฯ จึงมีแนวคิดออกแบบนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ตรวจจับการล้มของผู้สูงอายุรับส่งสัญญาณไร้สาย ด้วยเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ เพื่อตรวจจับการเปลี่ยนแปลงทิศทางและความเร่งที่มีความแม่นยำ จัดลำดับระยะเวลาในการเตือนแบบทันที และแบบตอบสนองช้า 50 วินาทีหลังจากการล้ม พร้อมทั้งระบบดูแลสุขภาพผู้สูงอายุด้วยแอปพลิเคชัน และระบบสังคมช่วยเหลือยามฉุกเฉิน เจาะกลุ่มโรงพยาบาล และผู้สูงวัยที่อยู่บ้านคนเดียว

อย่างไรก็ตามด้วยเหตุที่จำนวนผู้ผลิตสินค้ายังมีจำนวนน้อยราย และส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอี ดังนั้นภาครัฐควรเร่งเข้ามาส่งเสริมการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐาน เช่น มีการตั้งศูนย์ทดสอบที่สามารถออกใบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ทางการแพทย์สากล เช่น  CE และ FCC ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาพิจารณา และใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่าหลักล้านบาท

 

เจาะลึกสินค้านวัตกรรมเพื่อตลาดสูงวัย
ด้าน ‘รศ.วรรณะ มหากิตติคุณ’ บริษัท ทรัพย์นลิน จำกัด ผู้ผลิตสินค้านวัตกรรม “ผ้ายกตัว EASY CARRY” กล่าวว่า หากพูดถึง ‘ตลาดสินค้านวัตกรรมผู้สูงวัย’ ปัจจุบันสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม Wellness หมายถึงกลุ่มที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และยังคงมีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตปกติ เช่น ชอปปิ้ง  ท่องเที่ยว

และอีกกลุ่มคือ Illness เป็นกลุ่มผู้สูงวัยที่เจ็บป่วย ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ต้องพึ่งพิงผู้ดูแล ดังนั้นจึงต้องการสินค้าที่จะอำนวยความสะดวกแก่ลูกหลานหรือผู้ดูแล ซึ่งตลาดกลุ่มนี้ยังมีผู้เล่นน้อยราย และเป็นตลาดเฉพาะมาก แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มผู้สูงวัยทั้งสองกลุ่มมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ความต้องการสินค้าที่ตอบโจทย์ และออกแบบเพื่อคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะจะยิ่งทวีคูณ

รศ.วรรณะ ระบุว่า การผลิตสินค้า ‘ผ้ายกตัว EASY CARRY’ เป็นนวัตกรรมที่ออกแบบแผ่นรองรับตัว สำหรับใช้เคลื่อนย้ายผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้  โดยใช้ผ้าใบที่ใช้ในงานทหาร สามารถรับน้ำหนักได้ 300kg และมีหูโดยสามารถถอดผ้าปูออกซักได้ เจาะกลุ่มผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียง และมุ่งจำหน่ายผ่านร้านจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์

สุดท้ายภาครัฐควรต้องส่งเสริมผลิตภัณฑ์สินค้านวัตกรรมที่ดี ที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ ไม่ใช่จบแค่เวทีประกวด แต่ขาดการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ภาครัฐอาจหาพื้นที่ / ช่องทางจำหน่ายสินค้าเหล่านั้น ร่วมกับสินค้าอื่นในงานแสดงสินค้าที่ประชาชนให้ความสนใจ และขยายตลาดสินค้ากลุ่มนี้ได้มากขึ้น

5205 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น