นำนวัตกรรมเพิ่มมูลค่า พัฒนาลำไย-ทุเรียนอบแห้งแบบ Freeze Dry

ในยุคประเทศไทย 4.0 ที่เทคโนโลยีจะมีบทบาทมากขึ้น ในภาคการเกษตรก็เริ่มเห็นการปรับตัวของเกษตรกรหัวก้าวหน้าที่เป็น Smart farmer กันอย่างคึกคัก

เช่นเดียวกับ ‘จอห์น’ สุพิน ศิรารัตน์ วิศวกรเจ้าของบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องมือวัดและทดสอบในโรงงาน ที่หันมาสนใจงานด้านการเกษตรโดยลงมือทำสวนผสมบนพื้นที่ประมาณ 8 ไร่ ที่อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ปลูกไม้ผลหลายชนิด เช่น ลำไย มังคุด แต่ด้วยพื้นฐานความคิดแบบวิศวกร จะให้ทำการเกษตรแค่ปลูกแล้วขายอย่างทั่วไปคงไม่ใช่ เขาจึงคิดหานวัตกรรมมาช่วยพัฒนาผลผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าตามสไตล์ Smart farmer จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ลำไย-ทุเรียนอบแห้งแบบ Freeze Dry แบรนด์หนุมาน (Hanuman)

“ผมเป็นเกษตรกรต้นน้ำ แต่วันหนึ่งผมเกิดมีไอเดียว่าน่าจะเอาผลผลิตไปแปรรูปนะ เพื่อจะสร้างมูลค่าเพิ่ม ในสวนผมมีลำไย มังคุด และหลายอย่างผสมผสานกัน ผมเลือกนวัตกรรมการทำ Freeze Dry ซึ่งผมมีเพื่อนที่มีเครื่องตัวนี้ เขาบอกให้ผมลองหาผลไม้มาทำ เลยเกิดไอเดียว่าจะแปรรูปอะไรที่สามารถกินได้ในคำเดียว แล้วรสชาติไปด้วยกันได้ ผมเลยมองหาผลไม้ที่จะเข้ากันได้ นึกถึงทุเรียนว่าในตลาดบ้านเรานั้นมีค่อนข้างเยอะอยู่แล้ว และรสชาติทุเรียนกับลำไยนั้นจะหวานคล้ายๆ กัน พอคล้ายกันก็เลยคิดว่าน่าจะลงตัว ลองมาทำลำไยสอดไส้ทุเรียนในปริมาณต่อลำไย 1 เม็ด คือพอดีคำไม่ต้องแบ่ง แต่ถ้าเป็นเงาะคำจะใหญ่ขึ้น และใช้ทุเรียนในการใส่เยอะ ไม่พอดีคำ ก็เลยเริ่มจากจุดนี้”

สุพินเล่าถึงกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปของเขาว่า เริ่มจากการนำทุเรียนและลำไยจากสวนมาพัฒนา โดยลำไยจะแกะเมล็ดออก ส่วนทุเรียนจะใช้ทุเรียนหมอนทองที่แก่จัดเท่านั้น เพราะหากไม่แก่จัดรสชาติหลังจากทำการ Freeze Dry จะผิดเพี้ยนไป พอหลังจากนั้นจะนำเนื้อทุเรียนมาตีให้ละเอียด จนสามารถนำไปหยอดได้เหมือนการหยอดเค้ก โดยหยอดใส่ลงไปในผลลำไยแทนที่ของเมล็ด จากนั้นจึงนำไปเข้ากระบวนการ Freeze Dry ซึ่งจะเป็นการทำให้มีอุณหภูมิถึงจุดเยือกแข็ง แล้วดึงน้ำออกมาด้วยระบบสุญญากาศ ใช้เวลาในการทำประมาณ 28 ชั่วโมง จะได้เป็นลำไย-ทุเรียนอบแห้ง ที่ยังคงมีรสชาติเดิม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีการแต่งสี กลิ่น รส สำหรับต้นทุนของเครื่อง Freeze Dry นั้น เนื่องจากว่าเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่จึงยังมีราคาเครื่องค่อนข้างสูงอยู่ที่ประมาณ 5-10 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้สุพินเองก็ยังไม่มีกำลังพอที่จะลงเครื่องเอง เขาจึงจ้างบริษัททำฟรีซดราย ส่วนต้นทุนวัตถุดิบก็ขึ้นอยู่กับกลไกตลาด ซึ่งช่วงสองปีที่ผ่านมาผลผลิตทุเรียนมีราคาค่อนข้างสูง แต่เนื่องจากเขามีผลผลิตในสวนของตัวเองรองรับอยู่ จึงไม่ค่อยได้รับผลกระทบมากนัก แต่หากในอนาคตมีการพัฒนาเชิงอุตสาหกรรม สุพินบอกว่าคงจะต้องเตรียมรับซื้อทุเรียน หรือลำไยจากสวนเกษตรกรอื่นเพิ่มขึ้นด้วย

จากจุดเริ่มต้นในสวนเล็กๆ สุพินพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเขาจนเข้าที่เข้าทาง และกำลังกลายมาเป็นธุรกิจ OEM ที่เขาภูมิใจมากว่าเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร คือช่วยเพิ่มมูลค่าของผลไม้ในช่วงสภาวะที่ราคาตกต่ำได้ โดยนำมาแปรรูปอบแห้งเพิ่มมูลค่า สามารถช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรที่ไม่สามารถพัฒนาการแปรรูป และต้องขายผลผลิตสดในราคาตามกลไกตลาด ซึ่งเมื่อเขานำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า ทำให้มีช่องทางในการจำหน่ายกว้างขึ้น ประกอบกับเป็นสินค้าที่แปลกใหม่มีความแตกต่าง ที่สำคัญคือคงรสชาติดั้งเดิมของลำไยและทุเรียนที่ผู้บริโภคชื่นชอบได้ จึงกลายเป็นจุดเด่นในการโปรโมทตลาดได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันเขาได้ส่งผลิตภัณฑ์ออกไปทดลองตลาดที่จีนและสหรัฐอเมริกา โดยส่งผ่านร้านอาหารไทยหรือเพื่อนๆ ที่อยู่ที่นั่น ขายอยู่ที่ราคาถุงละ 380 บาท (ข้างในมีถุงเล็กบรรจุอีก 6 ถุง) พบว่ามีการตอบรับค่อนข้างดีมาก จึงกำลังมองหาผู้ร่วมทุนมาลงทุนเครื่องฟรีซดราย และจะพัฒนาต่อยอดต่อไป

“การจะเอามาพัฒนาเป็นธุรกิจ อันดับแรกเลยต้องดูว่าตลาดอยู่ตรงไหน ซึ่งตอนนี้ก็มีการส่งออกไปที่จีนบ้าง อเมริกาบ้าง แต่ยังไม่เยอะ ยังอยู่ในช่วงของการลองตลาด ซึ่งหลังจากนี้หากจะต่อยอดเราก็ต้องมีกำลังที่จะไปต่อยอดเป็น road map ของมัน จุดเด่นของตัวผลิตภัณฑ์นี้อยู่ที่ความสดใหม่ คือเราไม่ได้เติมแต่งอะไรเลย สะอาด เป็นธรรมชาติ 100% แล้วใน process ของมันค่อนข้างจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประณีต เป็นลักษณะเฉพาะตัว ถ้าไม่เปิดซองสามารถเก็บได้นานถึง 3 ปี โดยไม่ต้องแช่เย็น  แต่ถ้าเปิดซองแล้วควรต้องรับประทานเลย เพราะทิ้งไว้ก็จะนิ่ม ก็เชื่อว่าจะสามารถทำตลาดได้ดีในอนาคตอันใกล้นี้”

ถือเป็นอีกหนึ่งแนวตัวอย่างการพัฒนาสินค้าเกษตร ที่แม้จะเพิ่งเริ่มต้น แต่ดูแนวโน้มแล้วน่าจะไปได้สวยทีเดียว ขอเพียงมีไอเดียดีๆ แล้วมุ่งมั่นศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี จากผลผลิตธรรมดาก็สามารถปั้นและต่อยอดให้พัฒนาสู่ตลาดสากล เพิ่มมูลค่าสูงได้ไม่ยากเลย

4683 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น