จับตาขนมไทยยุคประเทศไทย 4.0 ปั้นอย่างไรให้โกอินเตอร์

ที่ผ่านมาโมเดลเศรษฐกิจไทยคือการ “ทำมาก ได้น้อย” แต่เมื่อเกิดนโยบายประเทศไทย 4.0 ผู้ประกอบธุรกิจควรเปลี่ยนให้เป็น “ทำน้อย ได้มาก” คือเปลี่ยนจากการผลิตสินค้า “โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม”

การทำเกษตรก็ต้องเปลี่ยนจากการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการบริหารจัดการและใช้เทคโนโลยีหรือ Smart Farming โดยเกษตรกรจะต้องร่ำรวยขึ้นและเป็นเกษตรกรในลักษณะผู้ประกอบการ เปลี่ยนจาก SME แบบเดิมไปสู่การเป็น Smart enterprises และ Startups ที่มีศักยภาพสูง เปลี่ยนจากรูปแบบบริการแบบเดิมที่มีการสร้างมูลค่าค่อนข้างต่ำ ไปสู่บริการที่มีมูลค่าสูง เปลี่ยนจากแรงงานทักษะต่ำไปสู่แรงงานที่มีความรู้และทักษะสูง อันเป็นไปตามโมเดล Thailand 4.0 คือ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนนั่นเอง

นายมนูญ จันทร์ประสิทธิ์ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตร สำนักพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ซึ่งคร่ำหวอดในวงการขนมไทยในเชิงอุตสาหกรรมมายาวนาน ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาขนมไทยในยุค Thailand 4.0 ว่า “ขนมไทย” ถือเป็นภาพลักษณ์ของความเป็นไทย ผู้ประกอบการจึงไม่ควรมองข้าม และควรหันมาปรับปรุงปรับเปลี่ยนให้มีคุณภาพ และมีศักยภาพได้มาตรฐานสากล เพราะคุณภาพของขนมไทยนั้นสามารถส่งออก เพื่อสร้างมูลค่าเข้าประเทศได้ปีละหลายล้านบาท โดยเฉพาะในฝั่งสหรัฐอเมริกา ที่ปัจจุบันมียอดการส่งออกขนมไทยเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีคนเอเชียเข้าไปอาศัยอยู่จำนวนมาก คิดเป็นสัดส่วน 4.2% ของประชากรทั้งประเทศ หรือประมาณ 11.9 ล้านคน โดยเฉพาะแคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ก ซึ่งการจะผลักดันให้อุตสาหกรรมขนมไทยโลดแล่นอย่างสง่างามนั้น ต้องใช้ยุทธวิธีในการสร้างตราสินค้า โดยอาศัยคีย์เวิร์ดที่ว่า “เราต้องรู้ความเป็นมาคืออะไร จะอยู่ได้อย่างไร แล้วจะไปต่ออย่างไร” ยกตัวอย่างขนมไทยรสชาติดั้งเดิมแบบไทยแท้ ฝีมือคนไทยทำ ที่ตอนนี้ไม่ได้โด่งดังเฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่ยังสร้างชื่อเสียงจนได้รับการยอมรับในวงกว้าง ด้วยการนำนวัตกรรมมาช่วยปรับปรุงพัฒนาให้ขนมไทยโกอินเตอร์ จนสามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ และโกยรายได้ต่อปีไปไม่น้อย

จากขนมเปี๊ยะเจ้าแรก ไอเดียหลากไส้ สู่อุตสาหกรรมขนมไทย
ดิศรณ์ มาริษชัย กรรมการผู้จัดการ เจ้าของบริษัท ขนมแม่เอย เปี๊ยะแอนด์พาย (2003) จำกัด บอกเล่าถึงธุรกิจที่ก่อตั้งมาร่วม 12 ปีว่า เริ่มต้นจากเงินเพียง 7 บาท ซึ่งธุรกิจขนมนั้นทำยากมาก เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความอ่อนไหวในเชิงการเรียนรู้ เช่น ขนมเปี๊ยะ มักถูกมองว่ากินแล้วอ้วน เพราะหวาน มีน้ำตาลเยอะ และรูปลักษณ์ไม่ดึงดูด ทำให้คนไม่นิยมรับประทาน ทั้งๆ ที่เป็นขนมมงคล เขาจึงคิดที่จะสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภคใหม่ และปรับภาพลักษณ์ขนมเปี๊ยะจนเกิดการยอมรับในที่สุด ขนมเปี๊ยะจึงเป็นสินค้ากลุ่มแรกของแม่เอยที่เกิดขึ้นพร้อมกับยุคก่อตั้งบริษัทฯ โดยเขาได้ทำการศึกษาพัฒนาและปรับปรุงรูปลักษณ์ต่างๆ จนสามารถสร้างความแตกต่างให้กับขนมชนิดนี้ได้ กระทั่งเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง โดยการคิดค้นและพัฒนาให้มีไส้หลากหลาย เช่น ไส้เผือก ทุเรียน ใบเตย ช็อกโกแลต ทูน่า ชาเขียว งาดำ มะตูม ลำไย ลิ้นจี้ มะม่วง เป็นต้น การทำไส้ขนมที่หลากหลาย ทำให้แม่เอยมีทั้งธัญพืชและวัตถุดิบต่างๆ อยู่ในมือ ดิศรณ์จึงคิดต่อยอดด้วยการผลิตไส้ขนม เพื่อส่งขายให้กับอุตสาหกรรมเบเกอรี่ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งมีออเดอร์แต่ละครั้งเป็นตันๆ ส่วนไส้ขนมที่ผลิตจำหน่ายหลักได้แก่ ไส้เผือก ถั่วแดง มัน และฟักทอง

สร้างจุดเด่นต่อยอดเป็นขนมไทย เก็บนาน 1 ปี ไม่ต้องฟรีซ
หลังจากทั้งขนมเปี๊ยะและไส้ขนมแบรนด์แม่เอย เป็นที่ยอมรับทั้งในตลาดโมเดิร์นเทรดและตลาดส่งออกแล้ว ดิศรณ์จึงหันมาพัฒนาด้านการผลิตและจำหน่ายขนมไทย เนื่องจากส่วนประกอบของขนมไทยนั้นส่วนใหญ่เป็นธัญพืช และเป็นวัตถุดิบที่มีอยู่ในโรงงานอยู่แล้ว จึงคิดทำเป็นอุตสาหกรรม เพื่อตอบโจทย์ร้านอาหารและโรงแรมต่างๆ รวมไปถึงคนไทยในต่างประเทศ โดยเริ่มจากการพัฒนาข้าวต้มมัดให้สามารถรับประทานได้ง่าย และเก็บได้นาน 1 ปี โดยไม่ต้องแช่ช่องฟรีซ ซึ่งแนวความคิดนี้ยังนำมาพัฒนาต่อยอดในขนมไทยประเภทอื่นๆ อีกหลายชนิด เช่น แกงบวด อาหารไทย และข้าวหลาม จนกลายเป็นสินค้ายอดฮิตในประเทศแถบยุโรปขณะนี้

ด้วยการพัฒนาไม่หยุดยั้งและต่อยอดสินค้าให้เกิดความแปลกใหม่ด้วยนวัตกรรม รวมไปถึงการเปิดหน้าร้านเป็นจุดกระจายสินค้า ทำให้ขนมไทยแบรนด์แม่เอยกลายเป็นสินค้าโอทอประดับ 5 ดาว มาตลอด 10 ปี และโกอินเตอร์สู่ตลาดต่างประเทศในหลายประเทศ โดยปัจจุบันขนมเปี๊ยะและขนมไทยแบรนด์แม่เอย สามารถส่งออกไปในกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า และฟิลิปปินส์ ในฝั่งยุโรปส่งออกไปลอนดอน เยอรมนี นอร์เวย์ ฝรั่งเศส เบลเยียม และฮอลแลนด์ สำหรับขนมไทยเฉพาะกลุ่ม เช่น ข้าวเหนียวทุเรียน จะส่งออกไปประเทศจีนเป็นหลัก ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดีมาก จนมีรายได้รวมต่อปีเฉลี่ยหลายสิบล้านบาท เป็นการพัฒนาต่อยอดธุรกิจขนมไทย ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากมายจนหลายคนคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

 

14241 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น