เชียร์ผู้ประกอบการไทยรักษามาตรฐานสินค้า ลุยตลาดบรูไน โอกาสเติบโตสูง

บรูไนเป็นประเทศที่ร่ำรวยเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่มอาเซียน เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับสามของอาเซียน และผลิตก๊าซธรรมชาติ LNG เป็นอันดับสี่ของโลก

รายได้หลักของประเทศ 90% มาจากการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ นอกเหนือจากอุตสาหกรรมน้ำมันแล้ว บรูไนยังมีอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจอีก เช่น อุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ที่มีมาตรฐานด้านวัตถุดิบและการปรุงถูกต้องตามบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม

ปัจจุบันบรูไนกำลังพยายามเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจที่พึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก ไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจที่หลากหลายขึ้น อันเนื่องจากความท้าทายสำคัญที่บรูไนกำลังจะต้องเผชิญในอีก 25 ปี นับจากนี้ คือ การหมดลงของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเปรียบเสมือนขุมทองที่สร้างรายได้เข้าประเทศมายาวนาน ดังนั้นสิ่งที่ผู้นำประเทศและรัฐบาลบรูไนจำเป็นต้องเตรียมรับมืออย่างเร่งด่วน เพื่อชดเชยกับรายได้จำนวนมหาศาลที่กำลังจะหายไปในอนาคตคือ การปรับเปลี่ยนและปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น (Economic diversification) ซึ่งอุตสาหกรรมประเภทอาหารฮาลาลนับว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง ปัจจุบันบรูไนยอมรับมาตรฐานสินค้าอาหารฮาลาลของมาเลเซียเท่านั้น แต่ยังมีความต้องการบริโภคสินค้าเกษตร ซึ่งการผลิตภายในประเทศยังไม่เชี่ยวชาญมากนัก ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ จึงถือเป็นโอกาสในการลงทุนของผู้ประกอบการไทย ที่ควรอาศัยนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลบรูไน ที่ให้สิทธิพิเศษหลายประการแก่นักลงทุนต่างชาติ เช่น การให้สิทธิพิเศษด้านภาษี โดยบรูไนไม่มีการเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและห้างหุ้นส่วน ไม่มีการเก็บภาษีส่งออก ภาษีขาย ภาษีการผลิต ส่วนภาษีนิติบุคคลนั้นยังมีการเรียกเก็บอยู่ แต่เป็นการเรียกเก็บจากนิติบุคคลที่เป็นบริษัทเท่านั้น

โอกาสทางการค้าและข้อควรรู้ในการลงทุนในบรูไน
ตลาดบรูไนมีจุดแข็ง (Strengths) ที่น่าสนใจคือ ประชากรมีรายได้สูงและมีกำลังซื้อมาก ประชากรมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีสูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน และสูงเป็นลำดับที่ 20 ของโลก รายได้ต่อหัวของประชากรมากกว่า 40,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ส่วนจุดอ่อน (Weakness) คือ ตลาดเพื่อการบริโภคในประเทศมีขนาดเล็ก เนื่องจากมีประชากรประมาณ 450,000 คน อีกทั้งบรูไนยังเป็นประเทศที่ขาดแคลนแรงงานและช่างฝีมือแรงงานจำนวนมาก จำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ไทย อินเดีย และบังคลาเทศ นอกจากนี้บรูไนยังเป็นประเทศมุสลิมที่มีความเคร่งครัด ทำให้มีข้อจำกัดทางการค้าที่เคร่งครัดเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าประเภทอาหาร ซึ่งกำหนดให้เป็นอาหารฮาลาลเท่านั้นโดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ได้แก่ เนื้อโค กระบือ แพะ แกะ และไก่

สำหรับโอกาสของผู้ประกอบการไทยนั้น ด้วยภายใต้นโยบายผลักดันให้เกิดความหลากหลายทางเศรษฐกิจ ทำให้บรูไนมีความต้องการสินค้าและบริการ เพื่อตอบสนองต่อนโยบายดังกล่าว ทั้งสำหรับการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และการพัฒนาธุรกิจการค้าด้านต่างๆ อาทิ ค้าปลีก ค้าส่ง ก่อสร้าง และการคมนาคมขนส่ง เป็นต้น บรูไนยังมีความต้องการนำเข้าสินค้าเกษตรหลายรายการ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ เช่น ข้าว ผักและผลไม้ รวมถึงเนื้อสัตว์อีกด้วย เนื่องจากภาคการผลิตในประเทศของบรูไนยังไม่เติบโตมากนัก ทำให้เกิดข้อจำกัดในการขนส่ง โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าทางเรือที่มีสินค้าเฉพาะเที่ยวขาไป แต่ไม่มีสินค้าในเที่ยวขากลับ อีกทั้งสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ของบรูไนเป็นผลิตภัณฑ์พลังงาน ซึ่งใช้ประเภทของเรือในการบรรทุกแตกต่างจากสินค้าทั่วไป กระบวนการสั่งซื้อและขนส่งสินค้าไม่คล่องตัว โดยเฉพาะในบริษัทขนาดใหญ่ที่มีชาวสิงคโปร์ร่วมลงทุน การตัดสินใจนำเข้าสินค้าและใช้บริการขนส่งส่วนใหญ่ ต้องการให้มีการดำเนินการผ่านสิงคโปร์ แม้ว่าบรูไนจะมีนโยบายส่งเสริมการค้าและการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น แต่ยังมีกฎระเบียบและข้อบังคับต่างๆ ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนของชาวต่างชาติเท่าที่ควร อาทิ การถือครองที่ดินและการบังคับใช้สัญญาเป็นต้น

โอกาสการลงทุนและรูปแบบการลงทุนที่มีโอกาสประสบความสำเร็จ
รัฐบาลบรูไนส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล และตั้งเป้าหมายให้บรูไนเป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารฮาลาลรายใหญ่ของโลก ปัจจุบันปริมาณผลผลิตอาหารของบรูไนยังไม่เพียงพอบริโภคในประเทศ จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอาหารต่างประเทศ สินค้าอาหารไทยมีความได้เปรียบด้านคุณภาพและมาตรฐานการผลิต ที่ได้รับการยอมรับจากชาวบรูไน จึงเป็นโอกาสของนักลงทุนไทย ที่จะลงทุนประกอบธุรกิจด้านสินค้าอาหารในบรูไน

อย่างไรก็ตามเนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ของบรูไนนับถือศาสนาอิสลาม และมีความเคร่งครัดในหลักศาสนาอิสลามมาก กฎหมายอิสลามจึงมีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของนักลงทุนในบรูไน นักลงทุนจึงควรศึกษากฎหมาย กฎและระเบียบของบรูไนอย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะกฎหมายอิสลามซึ่งมีความแตกต่างจากกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย และปฏิบัติตามกฎหมายบรูไนอย่างเคร่งครัด

วัฒนธรรมบรูไนมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างแน่นแฟ้นกับสิงคโปร์และมาเลเซีย ทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม การสร้างความเข้าใจวัฒนธรรมและรสนิยมการบริโภคของชาวบรูไน พร้อมทั้งสร้างสัมพันธภาพอันดีกับนักลงทุนชาวบรูไน ย่อมเป็นการลดอุปสรรคอันเกิดจากความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมได้ อย่างไรก็ตามเนื่องจากผู้บริโภคบรูไนมีกำลังซื้อสูง และให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้ามาก นักลงทุนจึงควรแสดงความจริงใจต่อผู้บริโภคและใส่ใจในมาตรฐานสินค้า เพื่อสร้างความไว้วางใจให้ตราสินค้าไทย

แม้ภาษาและวัฒนธรรมของบรูไนจะมีความแตกต่างจากไทย แต่บรูไนก็ได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความง่ายในการประกอบธุรกิจอันดับ 4 ของประเทศสมาชิกอาเซียน (ตามรายงาน “Doing Business Report 2014 :Understanding Regulations from SMEs” ของธนาคารโลก) ทำให้บรรยากาศการลงทุนและประกอบธุรกิจในบรูไน เอื้ออำนวยแก่นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนไทยที่รักษามาตรฐานสินค้า ซึ่งสินค้าอาหารไทยนั้นถือว่าได้รับการยอมรับในระดับสูงเลยทีเดียว

1435 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น