เจาะตลาดสินค้าฮาลาลในอินโดนีเซีย โอกาสของผู้ประกอบการไทย

ประเทศอินโดนีเซียมีชาวมุสลิมเกือบจะมากที่สุดในโลก และต้องการอาหารเพิ่มขึ้น 8.2% ต่อปี ตลาดรวมของอาหารฮาลาลในอินโดนีเซียจึงมีมูลค่าสูงถึง 9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 3.1 แสนล้านบาท

และยังมีการเติบโตมากกว่า 20% ต่อปี ในขณะที่ประเทศไทยมีการส่งออกอาหารฮาลาลไปยังอินโดนีเซีย คิดเป็นมูลค่าเพียง 2.4 หมื่นล้านบาทต่อปี จากมูลค่าการส่งออกรวม 2 แสนล้านบาท จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลไทยจะประกาศนโยบายชัดเจน ในการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารฮาลาลระดับโลก ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ภายในปี 2563 จากปัจจุบันที่มีการส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลเป็นอันดับที่ 13 ของโลก คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2 แสนล้านบาท

การเริ่มต้นเปิดตลาดอาหารฮาลาลในอินโดนีเซียอย่างจริงจัง น่าจะเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการไทย หากสามารถฝ่าฟันข้อจำกัดนานาประการในการทำตลาดประเทศมุสลิม ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกอย่างอินโดนีเซียได้ ซึ่งอาหารและเครื่องดื่มถือเป็นสินค้าที่สำคัญของอินโดนีเซีย ที่ยังไม่สามารถผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ให้เพียงพอกับความต้องการในประเทศได้ ตลาดอาหารฮาลาลก็เช่นกัน ยังคงเปิดช่องว่างและโอกาสให้นักลงทุนไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะจากเทรนด์ผู้บริโภคปัจจุบันที่นิยมอาหาร และเครื่องดื่มสำเร็จรูปพร้อมรับประทานและพร้อมดื่ม หรือ RTE และ RTD รวมถึงอาหารเพื่อสุขภาพและเครื่องดื่มเพื่อให้พลังงาน ซึ่งประเทศไทยถือว่ามีความชำนาญในการผลิต และทำตลาดสินค้าประเภทนี้

จากจำนวนประชากรในอินโดนีเซียที่มีอยู่ราว 248 ล้านคน ในจำนวนนี้ร้อยละ 85 เป็นประชากรชาวมุสลิม จึงอาจจะเรียกได้ว่าเป็นประเทศที่มีชาวมุสลิมมากที่สุดในโลกก็ว่าได้ จุดนี้เองที่ทำให้ผู้ผลิตในประเทศ ยังไม่สามารถผลิตอาหารฮาลาลได้เพียงพอกับความต้องการของคนในประเทศ ทำให้ในแต่ละปีอินโดนีเซียต้องนำเข้าอาหารฮาลาลสูงถึงร้อยละ 90 ของการนำเข้าอาหารทั้งหมด ส่งผลให้อาหารฮาลาลของไทยหลายชนิด สามารถส่งออกไปอินโดนีเซียได้อย่างมีศักยภาพ

อาหารประเภทใดบ้างที่อยู่ในกลุ่มฮาลาลและน่าลงทุน
กลุ่มอาหารฮาลาลที่ตลาดอินโดนีเซียมีความต้องการสูง และน่าจะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย ได้แก่

ผลไม้สดแช่เย็น : ผลไม้สดของไทยมีรสชาติถูกปากผู้บริโภคชาวอินโดนีเซียเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังถูกยกให้เป็นอาหารฮาลาลรับประทานเล่นอย่างหนึ่ง ที่น่าสนใจคือ ผลไม้ไทยชนิดใดก็ตามที่มีจำหน่ายในตลาดอินโดนีเซีย จะมีคำว่า “Bangkok” ต่อท้ายชื่อผลไม้ เช่น “Durian Bangkok” เพื่อให้ผู้บริโภคได้ทราบถึงที่มาและแสดงถึงความน่าเชื่อถือของสินค้า ก่อนเลือกซื้อด้วย

ฮาลาลอินทรีย์ : ชาวอินโดนีเซียที่รักสุขภาพจะนิยมรับประทานอาหารฮาลาลอินทรีย์  “Organic Halal Food” หรือที่มักเรียกรวมๆ กันว่าอาหารคลีน “Clean Food” การจะเจาะตลาดสินค้ากลุ่มนี้ ผู้ประกอบการไทยจะต้องเน้นเจาะตลาดในกลุ่มชาวมุสลิม ที่มีรายได้ระดับปานกลางจนถึงรายได้สูง เนื่องจากผลิตผลประเภทนี้จะมีต้นทุนการผลิตที่สูง เพราะสินค้าต้องการความสดใหม่ที่มากกว่าอาหารทั่วไป

เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ : ศาสนาอิสลามมีข้อห้ามที่มิให้ชาวมุสลิมดื่มน้ำที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ทำให้อินโดนีเซียมีสัดส่วนการนำเข้าเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ จากประเทศไทยเป็นอันดับต้นๆ ในอาเซียน โดยเฉพาะน้ำอัดลมที่นิยมกันมากในกลุ่มคนหนุ่มสาวที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี ซึ่งคิดเป็นจำนวนประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดในประเทศ นอกจากนี้ยังนิยมเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เช่น น้ำผักผลไม้รวม น้ำส้ม น้ำฝรั่ง และน้ำผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ นอกจากนี้ยังมีอาหารแปรรูปและอาหารพร้อมรับประทาน เช่น อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และขนมขบเคี้ยว ก็ถูกนำมาเป็นตัวเลือกในชีวิตประจำวัน และได้รับความนิยมมากขึ้น

ช่องทางการจับจ่ายสินค้าอาหารฮาลาล
ผู้บริโภคโดยส่วนใหญ่นิยมความสะดวกสบาย จึงนิยมซื้อสินค้าผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตในห้างสรรพสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานที่มีจำนวนเกือบร้อยละ 70 ของประชากรทั้งหมดในประเทศ สินค้าทุกชนิดจะมีการกำหนดจุดวางจำหน่ายที่ตายตัว ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเดินสำรวจนาน ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการส่งอาหารฮาลาลมาจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตของอินโดนีเซีย ควรใช้วิธีการติดต่อผ่านผู้นำเข้าหรือตัวแทนจำหน่ายจะดีที่สุด เนื่องจากซูเปอร์มาร์เก็ตในอินโดนีเซียส่วนใหญ่ ไม่นิยมนำเข้าอาหารจากผู้ผลิตไทยโดยตรง เพราะต้องการหลีกเลี่ยงภาระปัญหาจากการนำเข้า

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าชาวอินโดนีเซียจะนิยมอาหารฮาลาลที่ส่งตรงจากประเทศไทย แต่ก็มีความเข้มงวดในการรับประทานอาหารฮาลาลมาก ดังนั้นก่อนที่ผู้ประกอบการไทยจะทำการส่งออก จึงควรมีการศึกษากฎหมายและมาตรการนำเข้าให้ดีเสียก่อน เช่น อินโดนีเซียกำหนดให้สินค้าอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิด ที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศ จะต้องมีการขึ้นทะเบียนอาหารและยา (ML Registration) ตามกฎระเบียบของหน่วยงานอาหารและยาของประเทศอินโดนีเซีย (National Agency for Drug and Food Control) เสียก่อน ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถให้ผู้นำเข้า เป็นผู้ช่วยยื่นเรื่องจดทะเบียนดังกล่าวให้ได้ และแม้จะได้รับการขึ้นทะเบียนเรียบร้อยแล้ว แต่หากไม่ทำการติดตราสัญลักษณ์ฮาลาลรวมถึงรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแหล่งกำเนิดของสินค้า เช่น ชื่อสินค้า ที่อยู่ผู้ผลิต รายละเอียดส่วนผสม วันเดือนปีที่ผลิต และวันเดือนปีที่หมดอายุ ให้เห็นอย่างชัดเจนบนแพ็คเกจหรือผลิตภัณฑ์อาหารที่ส่งออกไป ก็อาจทำให้ชาวอินโดนีเซียหลีกเลี่ยงที่จะจับจ่ายสินค้านั้นได้เช่นกัน

แม้จะเป็นตลาดเปิดใหม่ที่นักธุรกิจต่างชาติกำลังให้ความสนใจ แต่ด้วยมีความเป็นท้องถิ่นสูงและมีข้อจำกัดหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะเรื่องมาตรฐานข้อบังคับเกี่ยวกับอาหารฮาลาล นักธุรกิจไทยที่ต้องการเปิดตลาดอาหารฮาลาลในอินโดนีเซีย อาจจะไม่สามารถนำกลยุทธ์ต่างๆ ที่เคยประสบความสำเร็จในประเทศไทยไปใช้ได้ แต่จำเป็นต้องใช้แพลตฟอร์มระดับโลกและมีการทำงานเป็นเครือข่าย โดยมีการผสมผสานรายละเอียดในทุกๆ ขั้นตอน ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง ช่องทางจัดจำหน่าย และอื่นๆ ดังนั้น ผู้ประกอบการจากประเทศไทยจำเป็นจะต้องศึกษากฎหมาย ข้อบังคับเกี่ยวกับกฎหมาย และข้อจำกัดด้านการทำตลาด โดยเฉพาะมาตรฐานเครื่องหมายอาหารฮาลาล รวมถึงการเจรจาเพื่อความร่วมมือทางการค้ากับพันธมิตรธุรกิจท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการพบความสำเร็จทางการตลาดในอินโดนีเซีย

 

824 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น