ส่องลู่ทางเจาะตลาดเยอรมนี ฮับโลจิสติกส์ระดับเวิลด์คลาส

สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีความสัมพันธ์กับไทยมานับร้อยปี เพราะได้ตกลงทำสัญญาทางการค้า เศรษฐกิจ การเมือง ต่อกันหลายฉบับ และมีความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกันมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี

 

โดยระหว่างปี 2555 – 2557 การค้ารวมระหว่างไทยกับเยอรมนีมีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 315,474 ล้านบาท เป็นการส่งออกเฉลี่ยปีละ 126,658 ล้านบาท และการนำเข้าเฉลี่ยปีละ 188,816 ล้านบาท ซึ่งในภาพรวมไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้าให้กับเยอรมนีมาโดยตลอด สำหรับสินค้าไทยส่งออกที่สำคัญได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป อัญมณีและเครื่องประดับ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไก่แช่แข็ง ผลิตภัณฑ์ยาง และรองเท้า เป็นต้น

ด้วยศักยภาพที่แข็งแกร่งของเยอรมนีในฐานะเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรป และตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ ทำให้เยอรมนีเป็นหนึ่งในฮับทางการค้าและการลงทุนที่สำคัญในภูมิภาคธุรกิจหนึ่ง ที่เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการรุกเข้าสู่เยอรมนีคือ ธุรกิจด้านโลจิสติกส์ ที่จะสามารถเข้ามาช่วยส่งเสริมการประกอบอาชีพของคนไทย ที่มีอยู่ในเยอรมนีเป็นจำนวนมาก และมีจำนวนไม่น้อยที่ประกอบธุรกิจประเภทร้านอาหาร ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงซัพพลายเชนของธุรกิจดังกล่าวตั้งแต่ผู้ค้าปลีก ค้าส่ง ผู้นำเข้า และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ในปัจจุบันพบว่าแทบจะไม่มีผู้ประกอบการของไทยอยู่เลย เป็นเหตุให้สินค้าไทยที่นำเข้าไปในเยอรมนีมีราคาสูง ซึ่งส่วนใหญ่ผู้นำเข้าอาหารและวัตถุดิบจากเอเชีย จะเป็นผู้ประกอบการชาวจีนและเวียดนาม

เยอรมนีเป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่งทางด้านโลจิสติกส์ โดยถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ และเป็นตลาดโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป เพราะอยู่ในตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางระหว่างยุโรปตะวันตกและตะวันออก มีชายแดนติดต่อกับประเทศต่างๆ ถึง 9 ประเทศ มีโครงสร้างพื้นฐานที่ยอดเยี่ยม อีกทั้งยังมีเมืองต่างๆ ที่เป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับการขนส่งสินค้าทางอากาศ อาทิ แฟรงก์เฟิร์ต ไลป์ซิก และโคโลญจน์ การขนส่งทางเรือ อาทิ ฮัมบวร์ก และเบรเมน รวมถึงมีผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ชั้นนำจำนวนมาก

นายมิชาเอล คูเชนเบคเกอร์ ผู้อำนวยการโลจิสติกส์ อัลไลแอนซ์ เยอรมนี (แอลเอจี) องค์กรความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนที่ทำหน้าที่ส่งเสริมธุรกิจโลจิสติกส์ของเยอรมนี กล่าวว่า ด้วยเครือข่ายขนาดใหญ่ของบริษัทโลจิสติกส์ ทางองค์กรสามารถให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่สนใจจะเข้ามาขยายธุรกิจในยุโรป ด้วยการหาหุ้นส่วนในเยอรมนีที่มีความเหมาะสมมาจับคู่ธุรกิจ โดยสมาชิกของแอลเอจีไม่ได้มีเพียงแต่ผู้ให้บริการรายใหญ่ แต่ยังมีบริษัทขนาดเล็กที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยที่ผ่านมาแอลเอจีมีบทบาทในการจับคู่ธุรกิจให้กับบริษัทจากจีน ตุรกี อเมริกาใต้ สิงคโปร์ และแอฟริกาใต้ เป็นต้น อีกทั้งยังมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมธุรกิจโลจิสติกส์ในต่างประเทศ เช่น การไปออกบูธในงานแสดงสินค้า และจัดอีเวนต์ต่างๆ อย่างไรก็ตาม แอลเอจีไม่ได้มองเพียงแต่ผู้เล่นรายใหญ่เท่านั้น แต่ยังมองไปถึงประเทศขนาดเล็กลงมาด้วย

“ถ้ามีบริษัทจำนวนมากพอที่มองหาการสนับสนุน ก็มีเหตุผลที่เราจะโฟกัสไปที่ประเทศนั้นๆ และไทยก็เป็นฮับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราจึงให้ความสนใจเช่นเดียวกัน และเชื่อว่าอาเซียนจะเข้ามาอยู่ในแผนงานกิจกรรมของเราในอนาคตอันใกล้”

ทั้งนี้ไทยเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนในเยอรมันสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย และเป็นอันดับ 7 ในเอเชีย โดยปีที่ผ่านมาถือเป็นปีแรกที่การลงทุนจากไทยเข้าไปยังเยอรมนีมีมูลค่าสูงกว่าการลงทุนจากเยอรมันเข้าสู่ประเทศไทย สาเหตุหลักมาจากการเข้ามาซื้อกิจการห้างสรรพสินค้าหรู 3 แห่งในเยอรมนีของเซ็นทรัล กรุ๊ป คือ ห้างคาเดเว ในกรุงเบอร์ลิน ห้างโอเบอร์โพลลิงเกอร์ ในมิวนิค และห้างอัลสเตอร์เฮาส์ ในฮัมบวร์ก เพื่อขยายธุรกิจในยุโรปอย่างต่อเนื่อง หลังจากเซ็นทรัลรุกเข้ามาสู่อิตาลีและเดนมาร์กก่อนหน้านี้ แม้จะมีปัจจัยที่ท้าทายการเข้ามาลงทุนในเยอรมนี คือ ด้านกฎระเบียบ แรงงาน สิ่งแวดล้อม ภาษี รวมไปถึงช่องทางในการจับคู่กับหุ้นส่วนท้องถิ่น แต่เยอรมนีก็มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับภาคธุรกิจ ซึ่งผู้ประกอบการไทยไม่ควรมองข้าม

นอกจากนี้เยอรมนียังมีเมืองที่มีศักยภาพที่น่าสนใจ สำหรับการเข้ามาลงทุนอย่างเมืองหลวงเบอร์ลิน ที่นับได้ว่ายังเป็นแหล่งลงทุนน้องใหม่ และเป็นจุดมุ่งหมายที่บริษัทสตาร์ทอัพให้ความสนใจอย่างยิ่ง จนกลายมาเป็นเมืองที่บริษัทสตาร์ทอัพเข้ามาเปิดกิจการมากที่สุดในยุโรป โดยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลที่เยอรมนีถือเป็นประเทศต้นแบบ ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทางการไทยมองว่าน่าจะเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ประกอบการไทย ในการเข้ามาขยายช่องทางการค้าและการลงทุนได้

ไพรัช บูรพชัยศรี รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า เบอร์ลินเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่และมีศักยภาพสูงมากสำหรับการเข้ามาทำธุรกิจ เพราะมีค่าครองชีพถูกกว่าเมืองอื่นๆ อย่าง แฟรงก์เฟิร์ต หรือมิวนิค ขณะเดียวกันก็มีชุมชนคนไทยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยเอื้อให้ธุรกิจเดินหน้าไปได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ตลาดในเบอร์ลินยังถือเป็นตลาดน้องใหม่ ที่ยังไม่มีผู้เล่นรายใดที่เรียกว่าเป็นรายใหญ่ จนผู้ประกอบการไทยไม่สามารถเข้ามาแข่งขันได้ และยังเป็นเมืองที่มีโอกาสเติบโตได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ที่มีธุรกิจเข้ามาลงทุนกันมากแล้ว โดยธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตมากคือธุรกิจด้านอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยถนัดและทำได้ดี

“ชาวเยอรมันเองเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศไทยปีละ 8 แสนคน คนเหล่านี้เมื่อกลับมาประเทศของตัวเองก็ต้องการระลึกถึงวัฒนธรรมไทยและอาหารไทย เมื่อคนไทยเข้ามาทำเอง คนอื่นจะแข่งขันได้ยาก คนไทยมีความเข้มแข็งในด้านการให้บริการ มีเซอร์วิสมายด์ที่หลายๆ ประเทศสู้ไม่ได้อยู่แล้ว ทั้งนี้ทางหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้รวมกลุ่มผู้ประกอบการด้านสินค้าเกษตรและอาหาร เดินทางมาเข้าร่วมงานแสดงสินค้า ANUGA ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่จัดขึ้นที่เมืองโคโลญ ประเทศเยอรมนี เป็นประจำทุกๆ 2 ปี พบว่าได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการชาวไทยจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกครั้ง”
อย่างไรก็ดีการจะตัดสินใจเข้าไปลงทุนในเยอรมนีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ โครงสร้างภาษี โครงสร้างค่าแรง โดยอาจจะทำกรณีศึกษาดูว่าการลงทุนจะต้องมีค่าใช้จ่ายในส่วนใดบ้าง มีต้นทุนเมื่อเทียบกับราคาขายเป็นอย่างไรและคุ้มค่าหรือไม่ ทั้งนี้จะต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน โดยภาคเอกชนต้องรุกเข้าไปเมื่อมีโอกาส แม้เศรษฐกิจยุโรปอาจจะไม่ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังมีศักยภาพในการขยายตลาดอยู่อีกมาก

 

1323 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น