จีน-ไทยหนุนประชาชนสร้างความสัมพันธ์ทุกมิติ

นักการทูตแนะไทย-จีนควรใช้ความสัมพันธ์ระดับประชาชนได้แลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งความสัมพันธ์ การค้า เศรษฐกิจที่ยั่งยืนในอนาคต

ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จัดเสวนา สายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมจีน-ไทย : ความอุดมสมบูรณ์ของมรดกทางวัฒนธรรมและความมั่งคั่งในอนาคต วิทยากรประกอบด้วย นาย จาง จิ่ว หวน อดีตเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ศาสตราจารย์ฟู่ เจิงโหย่ว ศาสตราจารย์คณะภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยปักกิ่งและที่ปรึกษาอาวุโส สถาบันขงจื่อแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายธงชัย ชาสวัสดิ์ อธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ รองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ที่ปรึกษาศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  และนายสุวัชชัย ทรงวานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงเทพ สาธารณะรัฐประชาชนจีน เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

เริ่มต้นด้วย นายชาติศิริ  โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่  ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวเปิดงานเสวนาเกี่ยวกับที่มาของการก่อตั้งธนาคารกรุงเทพในประเทศไทยและในประเทศจีน

จากนั้นเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย นาย นิ่ง ฟู่ขุย ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างทั้งสองประเทศว่า ความสัมพันธ์ทางการทูตไทยและจีนจะมีความแนบแน่นเป็นอย่างมาก แต่กลับไม่มีโครงการใหญ่ร่วมกันเท่าที่ควรและถึงแม้ว่าจะมีโครงการใหญ่ร่วมกันอย่างเช่น โครงการรถไฟฟ้า แต่ทั้งสองประเทศน่าจะมีความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจที่ดีขึ้นได้กว่านี้ โดยใช้ความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีและมีมาอย่างยาวนาน

ด้านนายธงชัย ชาสวัสดิ์ อธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงมิตรภาพทางการทูตของจีนที่น่าเลื่อมใสว่า ประเทศจีนมีความจริงใจไม่ทอดทิ้งประเทศที่เป็นมิตร
การทูตอันสำคัญระหว่างไทยกับจีนที่ผ่านมาคือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เพราะฉะนั้นการทูตไม่ใช่เรื่องที่นำประโยชน์มาแลกกันเท่านั้น แต่การแลกซึ่งน้ำจิตน้ำใจไมตรีเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง การเสด็จเยือนจีนถึง 38 ครั้ง ของพระองค์ เป็นสิ่งที่บอกได้ว่าสมควรใช้วัฒนธรรมเป็นตัวนำ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางการทูต

ในส่วนปัญหาที่คนไทยให้ความสำคัญเมื่อมีคนจีนจำนวนมากหลั่งไหลเข้าประเทศไทยอธิบดีฯ ชี้แจงประเด็นนี้ว่า เรื่องของความสัมพันธ์เมื่อมีการคบกันไม่ว่าจะความสัมพันธ์แบบใด ย่อมมีทั้งแง่บวก – แง่ลบ ภาพรวมไม่ได้มองเพียงตัวเลขเงินจากนักท่องเที่ยวจีนเท่านั้นที่เข้ามา แต่มองถึงการเรียนรู้สร้างความเข้าใจระหว่างเชื้อชาติ พฤติกรรมบางอย่างของคนไทย คนจีนไม่เข้าใจ พฤติกรรมบางอย่างของคนจีน คนไทยก็ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นการแลกเปลี่ยนของประชาชนทั้งสองฝ่ายที่ไปมาหาสู่กันย่อมดีกว่าส่งทูตไปเยือนแค่คนเดียว ปริมาณนักท่องเที่ยวไทยไปจีนหรือว่านักท่องเที่ยวจีนมาไทยนั้น ก็เหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ปัญหามีแค่เรื่องความไม่เข้าใจวัฒนธรรมระหว่างกันเท่านั้น

“จีนกับไทยไม่เคยแทรกแซงทางการเมืองระหว่างกัน ความเป็นมิตรแท้ของจีนนั้นแสดงให้เห็นเสมอแม้ว่าไทยจะตกอยู่ในสถานการณ์บ้านเมืองอย่างไร จีนก็ไม่เคยแทรกแซงและเคารพการตัดสินใจของประชาชนชาวไทย นี่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าใครเป็นมิตรที่แท้จริง การเคารพกันแบบนี้ถือเป็นวัฒนธรรมทางการทูตทางการเมืองที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง” นายธงชัยกล่าว

ศาสตราจารย์ ฟู่ เจิงโหย่ว จากคณะภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยปักกิ่งและที่ปรึกษาอาวุโส สถาบันขงจื่อแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวถึงเรื่องอดีตการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมไทยในจีนนั้น มาจากนโยบายของประธานาธิบดี เหมาเจ๋อตุง ต้องการให้คนในชาติส่วนหนึ่งรู้ภาษาไทย ภายใต้ วาทกรรม ความต้องการของชาติคือความต้องการของเรา ส่งผลให้เยาวชนบางส่วนในประเทศต้องเรียนภาควิชาภาษาไทย ตามความต้องการของชาติ แต่ในปัจจุบันนั้นกลายเป็นเรื่องของอนาคตและเศรษฐกิจที่พัฒนาไปไกลระหว่างจีนกับไทยและผลจากการทำประชาสัมพันธ์ทางโทรทัศน์ให้เห็นถึงทัศนียภาพที่สวยงาม อาหารที่สมบูรณ์ ภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่ดี รวมถึงผลจากการเยือนของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีส่วนทำให้ประชาชนชาวจีนรู้จักประเทศไทยและอยากแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมรวมถึงต้องการเรียนภาษาไทยมากขึ้น

“ในช่วง 40 ปีก่อนนั้น มีความเชื่อด้านลบมากมายระหว่างกัน ทั้งการที่จีนมองไทยใช้วีชิตแบบทุกข์ยากหรือการที่ไทยมองจีนถึงความโหดร้ายทารุณของรัฐบาลต่อประชาชน เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ทางการทูตจึงสำคัญเป็นสิ่งที่เสริมสร้างความเข้าใจวัฒนธรรมระหว่างกันจนนำไปสู่การแลกเปลี่ยนในด้านต่าง ๆ ทั้งการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างเข้าใจของ 2 ชาติ ด้านการเมืองและด้านเศรษฐกิจ” ศ.ฟู่ กล่าว

ต่อมา รองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันจัดการปัญญาภิวัฒน์และที่ปรึกษาศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมอีกว่า ในปัจจุบันมูลค่าการค้าไทย- จีน อยู่ที่เจ็ดหมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ และอยู่ในอันดับที่ 2 มาตลอด โดยอันดับที่ 1 เป็นของมาเลเซีย แต่ในปีที่ผ่านมามูลค่าการค้าระหว่างจีนและเวียดนาม ขยับขึ้นมาที่แปดหมื่นสี่พันล้านเหรียญสหรัฐฯ แซงขึ้นมาอยู่อันดับที่ 2 และไทยลงมาอยู่อันดับที่ 3

“จีนใช้ 2 เรื่องในการพัฒนาประเทศ คือ การลงทุน การส่งออก ทำให้ไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของจีน แต่ทันทีที่จีนเริ่มมีปัญหา มีแนวโน้มการชะลอตัวของการส่งออกและนำเข้า ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปจีนจะเปลี่ยนมุมในการพัฒนา คือ ย้ายฐานการผลิตในประเทศออกมานอกประเทศ ส่วนภายในประเทศจะขยายไปด้านการบริการเพื่อตอบสนองการโตขึ้นของเมือง เน้นให้บริโภคภายในประเทศมากขึ้น เพราะฉะนั้นไทยจะใช้วิธีเดิมๆไม่ได้ จะส่งออกแต่สินค้าเดิมๆที่จีนไม่ต้องการไม่ได้” ดร.สมภพ กล่าวทิ้งท้าย

Bangkok Bank SME มีบริการสินเชื่อเพื่อการส่งออกในหลายผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองทั้งวงจร ท่านสามารถส่งสินค้าขายถึงปลายทางด้วยบริการแบบเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้านทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333

sme BBL_โอกาสในต่างแดน_จีน หนุน ไทย เดินหน้าสัมพันธ์ทูต – การเมือง - วัฒนธรรม – เศรษฐกิจ1

sme BBL_โอกาสในต่างแดน_จีน หนุน ไทย เดินหน้าสัมพันธ์ทูต – การเมือง - วัฒนธรรม – เศรษฐกิจ

491 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น