ทำความรู้จักกับ 5 เครื่องมือที่จะดันยอดขายให้ได้เกินเป้า!

การทำธุรกิจเดี๋ยวนี้จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก ง่ายตรงที่เราสามารถบุกตลาดใหม่เองได้ หาของจากที่ต่างๆ มาขายได้อย่างสบายๆ นำเข้าเองด้วยต้นทุนที่ถูกลง แต่ในทางกลับกันพอคนอื่นทำได้หมด ทุกคนสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้เอง ทำการตลาดได้เอง ลุยงานได้เอง ทีนี้คู่แข่งก็จะเยอะขึ้นละ ซึ่งทำให้ความง่ายกลายเป็นความยากไปซะอย่างนั้น

ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคุณแล้วล่ะครับ ที่ทำยังไงในการดันยอดขายให้ได้ตามเป้า หรือมากกว่าคู่แข่งอื่นๆ ที่มีอยู่ในตลาดตั้งมากมายเหล่านี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการทุกคนให้สามารถเอาชนะความท้าทายนี้ไปได้ ธนาคารกรุงเทพจึงได้รวบรวม 5 เครื่องมือสำคัญมาไว้ตรงนี้แล้ว ตามไปชมกันเลยครับ

1. คุณภาพโดดเด่น  ใครเห็นเป็นต้องว้าว

ลองหลับตาแล้วนึกดูสิครับ ก่อนจะซื้อสินค้าสักชิ้น เป็นคุณ คุณจะนึกถึงอะไรก่อน แน่นอนว่าก็ต้องเป็นคุณภาพของมันอยู่แล้ว ใช้ 2 ทีพังเป็นใครจะไปอยากได้ เพราะฉะนั้นสินค้าเราเนี่ยต้องดีนำมาก่อนเลย ย้อนกลับไปหลายปีก่อนตอนแอปเปิลเปิดตัวไอโฟนใหม่ๆ เค้าก็สามารถแย่งส่วนแบ่งตลาด และเพิ่มมูลค่าให้สินค้าของเค้าได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 50 % คือแพงกว่านั่นแหละ แต่คนก็ยังแห่กันไปซื้อเพราะอะไรครับ? ก็เพราะคุณภาพที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครนั่นเอง

คุณอาจจะเริ่มต้นง่ายๆ จากการถามลูกค้าก่อนก็ได้ว่า สินค้าคุณกับคู่แข่งในความคิดเค้าเนี่ยมันต่างกันยังไง ใครดีกว่า แย่กว่าตรงไหน ถ้าลูกค้าบอกสินค้าเราดีกว่าแต่ราคาเราถูกกว่า อันนี้ก็ถือเป็นโอกาสในการเพิ่มราคาสินค้าแล้วครับ

2. บริการเยี่ยม เต็มเปี่ยมด้วยความสบายใจ

อีกเครื่องมือนึงที่จะทำให้ยอดขายพุ่งแซงคู่แข่งแบบทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่นเลยก็คือ ต้องบริการอย่างเต็มที่ เซอร์วิสไปเถอะครับ อะไรบริการได้บริการไปเลย ไม่เหลือบ่ากว่าแรงอะไรเท่าไหร่ทำไปเถอะ เพราะมันมีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าจริงๆ แถมมากด้วย

ขอยกตัวอย่างเรื่องแอปเปิลอีกรอบแล้วกันครับ สังเกตมั้ยว่าต่อให้ค่าบริการตอนเข้าศูนย์แอปเปิลจะแพงขนาดไหนก็ตาม คนก็ยังแห่ไปซ่อมที่นั่นอยู่ดี ทั้งๆ ที่ก็มีร้านตู้ที่ราคาถูกให้เลือกใช้เต็มไปหมด นั่นเพราะอะไรครับ? ก็เพราะการบริการที่ดีสุดๆ ไว้ใจได้ แถมคุ้มค่ากับเงินทุกบาททุกสตางค์นั่นเอง ลูกค้ายอมเสียเงินเพิ่มหน่อย แต่ได้ความสบายใจที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเค้ามา แค่นี้เค้าก็ถือว่าคุ้มแล้ว

3. ใส่ความพิเศษเข้าไป ให้เค้ารู้สึกว่าตัวเองเด่น

ไอติมแม็กนั่มใครเคยกินบ้างครับ? ต่างจากไอติมวนิลาธรรมดาตรงไหนตอบผมที ไม่ต่าง! แต่เพราะการทำแบรนด์ การสร้างแพ็กเกจที่สวยงาม ใส่ความหรูหราเข้าไป โปรโมทดูเหมือนว่าคนที่กินไอติมแม็กนั่มนี่ต้องเป็นพวกไฮโซหรูเลิศเท่านั้น แล้วผลเป็นไงครับ ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลยทีนี้ นั่นก็เพราะคนซื้อเค้าคิดว่าเค้าเป็นคนพิเศษดูแพงกว่าคนอื่นนั่นเอง กินแต่ละทีก็ต้องโพสต์โชว์ลงอินสตาแกรม เฟซบุ๊ก ซึ่งตรงนี้แหละถ้าคุณสามารถทำให้ลูกค้ารู้สึกแบบนี้ได้ โอกาสในการเพิ่มยอดขายมันก็จะมากขึ้น

อาจจะเป็นแบบ ออกแบบสินค้าชนิดพิเศษสุดให้ลูกค้าสุดพิเศษใช้เพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น แล้วให้คนพวกนี้โพสต์โชว์ตามสื่อออนไลน์ เพื่อกระจายไปให้คนอื่นที่อยากเป็นส่วนหนึ่งเข้ามาหาคุณนั่นเองครับ

4. ซื้อทั้งทีซื้อเยอะๆ ไปเลย

เวลาซื้อวัตถุดิบหรืออะไรเข้าร้านเนี่ย ถ้าคุณรู้ว่าคุณต้องใช้งานมันอีกเยอะเอามาเท่าไหร่ยังไงก็ขายได้ ให้คุณสั่งมาทีละเยอะๆ ไปเลย เพราะแน่อยู่แล้วว่าการสั่งของรอบเดียวต้นทุนมันถูกกว่าสั่งหลายรอบ พอสั่งเยอะต้นทุนถูกลงสินค้าอาจจะขายได้เท่าเดิม แต่เราแบกต้นทุนที่ต่ำกว่าเดิมกำไรเราก็เพิ่มขึ้น

เก็บพวกข้อมูลค่าใช้จ่ายไว้ด้วย เอาไว้เผื่อสามารถตรวจสอบกับคู่แข่งของเราได้ จะได้รู้ว่าเค้าหมดไปกับอะไรเท่าไหร่ และเราไปเสียค่าใช้จ่ายตรงไหนที่มันไม่จำเป็นไปรึเปล่า ตรงนี้ก็จะช่วยเราประหยัดได้เหมือนกันครับ

5. ทำเลดี มีชัยไปเยอะเลย

เรื่องของทำเลนี่ไม่ใช่เฉพาะธุรกิจออฟไลน์เท่านั้นะที่ต้องให้ความสนใจ  ธุรกิจออนไลน์ก็ต้องมองตรงนี้ด้วยเหมือนกัน โดยหลักมันอาจจะแตกต่างกันไปนิดหน่อย ตรงที่ธุรกิจออฟไลน์ต้องตั้งร้านค้าใกล้กับลูกค้า อยู่ในบริเวณที่สะดวกสบายต่อกลุ่มเป้าหมาย แต่สำหรับธุรกิจออนไลน์เนี่ยต้องเลือกแพลตฟอร์มให้ถูกต้อง รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายชอบสิงอยู่ในเว็บบอร์ดไหน กลุ่มเฟซบุ๊กอะไร เราก็จะพบพวกเค้าได้ง่ายขึ้น ทำการตลาดหรือเสียเงินโปรโมทก็ถูกลง ไม่เหนื่อยด้วย

กลับกันลองคิดดู ถ้าเราตั้งร้านค้าอยู่ไกลหรือผิดกลุ่มก็ต้องเสียค่าส่งแพงขึ้น ลูกค้าไม่เข้าร้าน ทำโฆษณาเท่าไหร่เงินก็จม เรื่องพวกนี้ถึงสำคัญไงล่ะครับ

สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษา Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333

3367 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น