ถ้าอยากขายซุปต้องขายขนมปังด้วย หนังสือชื่อสุดแหวกที่มาพร้อมกับ 3 เทคนิคการขายสุดแนว

ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไรสิ่งต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปมากเท่านั้น แล้วเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าการตลาดเดิมๆ ที่เราทำอยู่นี้สามารถใช้ได้อยู่ในปัจจุบัน

ถ้าอยากขายซุปต้องขายขนมปังด้วย เป็นหนังสือที่เขียนโดย ยะมะดะ มะซะรุ ผู้คร่ำหวอดในแวดวงประชาสัมพันธ์ที่ได้ทำงานใกล้ชิดกับแบรนด์ต่างๆ เขามีความเชื่อว่าหากเราทำการตลาดในรูปแบบเดิมๆ สุดท้ายก็ไม่มีทางเอาชนะแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่มีรากฐานมั่นคงได้ วิธีการที่จะอยู่รอดในสังเวียนการตลาดคือ เราต้องเปลี่ยนรูปแบบการขายให้เข้ากับยุคสมัย โดย ยะมะดะ มะซะรุ ได้เรียบเรียงรูปแบบการขายไว้ในหนังสือที่มีชื่ออันพิลึกพิลั่นเล่มนี้ไว้ทั้งหมด 3 เทคนิคด้วยกัน ดังนี้

1. ขายด้วยเทคนิค แต่

การขายด้วยเทคนิค “แต่” คือการออกจากรูปแบบการขายเดิมๆ โดยยะมะดะได้ยกตัวอย่างการขายของบริษัทซะงะมิยะฟู้ด ที่ขายเต้าหู้แต่ขายในรูปแบบของกันดั้ม กล่าวคือแทนที่บริษัทซะงะมิยะฟู้ดจะทำเต้าหู้ออกมาให้มีรูปลักษณ์สีขาว ก้อนสี่เหลี่ยมเหมือนเต้าหู้ทั่วไป บริษัทนี้กลับทำเต้าหู้ให้เป็นรูปหุ่นศีรษะของตัวร้ายในการ์ตูนกันดั้มออกมาขาย ซึ่งทำให้เต้าหู้ของซะงะมิยะฟู้ดดูน่าดึงดูดมากกว่าเต้าหู้ก้อนสีขาวๆ ของคู่แข่งจนครองส่วนแบ่งการตลาด

2. ขายด้วยเทคนิค แผลง

ถึงแม้สินค้าบางชนิดจะมีลักษณะการใช้งานที่เฉพาะเจาะจง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสินค้าจำนวนไม่น้อยที่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในลักษณะอื่นๆ ได้อีกมากมาย และการที่เราเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อการใช้ผลิตภัณฑ์นี่เอง ที่เรียกว่าการขายด้วยเทคนิค “แผลง” ยกตัวอย่างเช่น การนำกระติกน้ำร้อนมาบรรจุอาหารเพื่อให้คงความร้อนไว้ หรือการที่คนอร์คัพซุปออกแคมเปญ ปังจุ่ม และปังแช่ ที่ทำให้ซุปของคนอร์กลายเป็นน้ำจิ้มดิปสไตล์ที่เหมาะกับการกินคู่กับขนมปังยามเช้า

3. การขายด้วยเทคนิค สลับ

ไม่ว่าจะเป็นสินค้าชนิดใดก็ตามล้วนมีกลุ่มลูกค้าเฉพาะอยู่แล้ว แต่มันจะดีขนาดไหนหากเราสามารถขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มใหม่ๆ หรือตลาดใหม่ๆ ได้ ซึ่งการที่เราสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อมาจับคู่กับกลุ่มลูกค้าใหม่นี่เองที่ยะมะดะเรียกว่า วิธีการขายด้วยเทคนิค “สลับ” โดยในหนังสือเล่มนี้ได้ยกตัวอย่างการขายแว่นตาของบริษัทเจไอเอ็น ที่ขยายฐานลูกค้าไปสู่คนที่ไม่มีปัญหาด้านสายตา กล่าวคือทางบริษัทเจไอเอ็นได้ผลิตแว่นขึ้นมาใหม่ เป็นแว่นกรองแสงสีฟ้าจากสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ ที่มีผลทำให้สายตาผู้ใช้รู้สึกเมื่อยล้า และการที่ออกผลิตภัณฑ์ใหม่มานี่เอง ที่ทำให้เจไอเอ็นเพิ่มฐานลูกค้าที่แต่เดิมเป็นคนมีปัญหาด้านสายตาจำนวน 60,000,000 คนในญี่ปุ่น เป็นประชากรทั้งหมด 120,000,000 ทั่วประเทศ

และนอกจากตัวอย่างแต่ละเทคนิคที่กล่าวไปข้างต้นนี้ ภายในหนังสือถ้าอยากขายซุปต้องขายขนมปังด้วย ยังมีตัวอย่างของการทำการตลาดอีกมากมายมาให้ผู้อ่านได้ทำความเข้าใจกัน รวมถึงบทสรุปหลังจบแต่ละบท อย่างไรก็ตามเนื่องจากหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่เขียนโดยคนญี่ปุ่นและได้นำเสนอประสบการณ์การตลาดของแบรนด์แดนอาทิตย์อุทัยเพียงอย่างเดียว ทำให้บางหัวข้อผู้อ่านชาวไทยอย่างเราๆ ต้องใช้เวลาสักพักในการทำความเข้าใจ เนื่องจากความแตกต่างด้านวัฒนธรรมและการใช้ภาษา อีกทั้งบางตัวอย่างที่ในหนังสือยกมาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับประเทศไทย เช่น โรงเรียนกวดวิชาที่แต่เดิมเปิดรับเฉพาะนักเรียนที่สอบเข้ามหาลัยไม่ติด ผันตัวเองมาเป็นโรงเรียนกวดวิชาสำหรับนักเรียนที่เรียนอยู่ชั้นมัธยม

ซึ่งนอกจากเทคนิคทั้ง 3 รูปแบบที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ภายในเล่มนี้ยังนำเสนอวิธีการมัดใจลูกค้า และวิธีการขายโดยใช้โครงสร้างอีกด้วย ซึ่งหากคอหนังสือสายมาร์เก็ตติ้งท่านใดสนใจก็สามารถหาซื้อ ถ้าอยากขายซุปต้องขายขนมปังด้วย ได้แล้วที่ร้านหนังสือทั่วไป

1363 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น