‘สมคิด’ เสนอ CLMVT พัฒนาแผนแม่บท

รองนายกรัฐมนตรี ดร.สมคิด แนะทุกฝ่ายพัฒนาแผนแม่บทเชื่อมโยงผลประโยชน์ระหว่าง CLMVT เพราะเห็นว่ามีศักยภาพที่จะเชื่อมโยงกันเองได้ด้วยจำนวนประชากรราว 230 ล้านคน และมีการเติบโตราวร้อยละ 6-8

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ กล่าวว่า กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย (CLMVT) เหล่าประเทศพลวัตรผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทวีปเอเชีย ควรจะมีแผนแม่บทร่วมกันเพื่อเชื่อมโยงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาคนี้

รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ยังกล่าวอีกว่า ทั้งห้าประเทศยังจำเป็นต้องร่วมมือกันพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชนที่มีจำนวนรวมกันราว 230 ล้านคน และการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 6-8 สามารถดึงดูดความสนใจได้จากทั้ง จีน อินเดีย ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป

“ถึงเวลาแล้วที่ทั้งห้าประเทศจะพัฒนาแผนแม่บทของตนเองเพื่อการพัฒนา อีกทั้งบริษัทที่จดทะเบียนลงทุนในประเทศ CLMV ควรนำเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อระดมทุนจากแหล่งเงินทุนภายในประเทศของตน” นายสมคิดกล่าว

อย่าลืมว่านักลงทุนต่างชาติมีสิทธิใช้ประเทศไทยเป็นประตูสู่ CLMV โดยเฉพาะประเทศไทยมีเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor Development) เป็นเส้นทางสำคัญในการเชื่อมโยงกับแนวคิด One Belt, One Road ของประเทศจีน อีกทั้งความริเริ่มดังกล่าวได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการเจรจาต่อรองทางเศรษฐกิจระหว่างจีน โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคและข้ามทวีประหว่างจีนกับยูเรเซีย

สำหรับแนวคิด One Belt, One Road หมายถึงเส้นทางสายไหมเศรษฐกิจทางบกและเส้นทางสายไหมเศรษฐกิจทางทะเล เชื่อมโยงครอบคลุม 5 ประเด็นสำคัญด้านการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟ ท่าเรือ ถนน Highways การค้าเสรีการบูรณาการทางการเงิน และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน ยังประกาศระหว่างการประชุม  World Economic Forum ในเมืองดาวอสเมื่อเดือนมกราคมว่า จีนจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอด “One Belt, One Road” ในกรุงปักกิ่งที่จะขึ้นเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อระดมสมองในการพัฒนา โดยทางการจีนยังได้เชิญรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว

สมาชิก CLMVT เป็นประเทศสำคัญในกลุ่มอาเซียนที่มีพยายามอย่างยิ่ง ในการเจรจาความตกลงพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาค (RCEP) และคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้เร็วกว่าที่ตั้งเป้าไว้ สืบเนื่องจากสหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP)

RCEP เปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2012 ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นระหว่างกันของสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และประเทศคู่ค้า 6 ราย ประกอบด้วย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ นอกจากนี้สมาชิกอาเซียนยังได้ปฏิญาณระหว่างกันว่าจะลดภาษีนำเข้าร้อยละ 90 ของสินค้าเป็นจำนวน 5,000-6,000 รายการ ภายใต้ RCEP ในอีก 15 ปีข้างหน้า

534 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น