ความท้าทายของการทำธุรกิจคือ เอาตัวรอดให้ถึงเป้าหมาย โดย อ.เศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์

ผู้ประกอบการทุกคนเริ่มต้นธุรกิจด้วยเหตุปัจจัยแตกต่างกัน เช่น จากความชอบส่วนตัว ความถนัด ความเชี่ยวชาญ ความกดดันจากงานประจำ ปัญหารายได้ไม่เพียงพอ เป็นต้น แต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันก็คือ มองเห็นโอกาสและผลกำไร

ผู้ประกอบการทุกคนเริ่มต้นธุรกิจด้วยเหตุปัจจัยแตกต่างกัน เช่น จากความชอบส่วนตัว ความถนัด ความเชี่ยวชาญ ความกดดันจากงานประจำ ปัญหารายได้ไม่เพียงพอ เป็นต้น ซึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการทุกคนมีเหมือนกันคือ มองเห็นโอกาสและผลกำไร แม้จะไม่ได้วัดเป็นมูลค่าทางการเงินชัดเจน แต่ก็เริ่มต้นจะดำเนินต่อไป มีความฝันและแรงปรารถนาเป็นพลัง มองข้ามอุปสรรคและความเสี่ยง จนกระทั่งประสบปัญหาโอกาสเปลี่ยนไปไม่เหมือนที่คาดหวังไว้ ผลกำไรกลายเป็นขาดทุนสะสม มีสองทางคือ จะหยุดหรือจะเดินต่อ และถ้าเดินต่อไปจะต้องทำอย่างไร จะเอาตัวรอดต่อไปจนถึงเมื่อไร

 

ยกตัวอย่างธุรกิจขนส่งสินค้าให้กับองค์กรขนาดใหญ่ ที่ไม่สามารถขนส่งสินค้าด้วยตัวเอง จึงต้องว่าจ้างธุรกิจขนส่งนำส่งสินค้าไปกระจายตามร้านค้าในจังหวัดต่างๆ องค์กรนั้นต้องการลดกระบวนการบริหารด้านโลจิสติกส์ และควบคุมค่าใช้จ่ายในการขนส่ง เปิดโอกาสให้ธุรกิจขนส่งสินค้ามาประมูลนำเสนอราคา และชี้แจงความสามารถในการดำเนินธุรกิจไปส่งในพื้นที่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และสินค้าไม่เสียหาย

 

โอกาสของกิจการขนส่งสินค้ามาถึงแล้ว หากได้รับงานประมูลนี้จะมีโอกาสได้รายได้จากการขนส่งจากกิจการนี้ไปตามอายุสัญญา การนำเสนอราคาจะอ้างอิงอย่างไรก็ได้ เช่น ราคาค่าขนส่งอิงกับราคาน้ำมันและระยะทาง หากราคาน้ำมันในตลาดเพิ่มขึ้น ตัวคูณกับระยะทางก็จะเพิ่มขึ้นด้วย ในขณะที่กิจการนั้นใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิงหลักในการเดินรถ กำไรขั้นต้นคือผลต่างของราคาน้ำมันและราคาแก๊ส  นอกจากนี้มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่นๆ เช่น ค่าจ้างพนักงานขับรถจะคิดเป็นเงินเดือนประจำ หรือจะคิดเป็นค่าจ้างต่อเที่ยว และค่าเช่ารถยนต์  (ในกรณีที่ไม่ได้ลงทุนซื้อเอง) หรือค่าผ่อนรถ (ในกรณีที่ลงทุนซื้อด้วยการกู้ยืมเงิน) เงินต้นและดอกเบี้ย และค่าบริหารจัดการอื่นๆ ในกิจการ เช่น เงินเดือนผู้บริหาร เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าออฟฟิศ ค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้

 

ถ้าหากกำไรขั้นต้นมีมากครอบคลุมค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานทั้งหมด กิจการจะมีกำไรจากการดำเนินงานแน่นอน แต่เหตุการณ์พลิกผันได้เสมอ โอกาสในเรื่องธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปเมื่อราคาน้ำมันที่ใช้อิงกับรายได้ค่าขนส่งลดลงเรื่อยๆ ขณะที่ราคาค่าแก๊สปรับตัวสูงขึ้น กำไรขั้นต้นมีสัดส่วนลดลงเรื่อยๆ ไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่างๆ ทำให้ธุรกิจไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ  รวมทั้งมีคู่แข่งขันรายใหม่ๆ เข้ามาตัดราคามาแย่งงานอีก เหตุการณ์แบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิดความเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้ กิจการจะถอดใจหยุดดำเนินการก็ไม่ได้เพราะมีภาระหนี้สินจากการเช่าซื้อรถยนต์แล้ว ซึ่งหากจะบริหารกิจการให้ดำเนินต่อไปให้รอดนั้นสามารถทำได้หลายวิธีใช้ร่วมกัน ได้แก่

 

  • การเพิ่มรายได้ใหม่ เช่น จากเดิมมีรายได้จากการขนส่งทางไปทางเดียว จะต้องหาทางเพิ่มรายได้จากการขนส่งกลับมา เพิ่มรายได้จากการนำสินค้าของตนเองไปขายในจุดลงสินค้า (ถ้าสามารถบริหารพื้นที่ขนส่งได้) เพิ่มรายได้จากการติดโฆษณาที่ตัวถังรถขนส่ง เป็นต้น
  • การลดค่าใช้จ่ายดำเนินงาน เช่น ไม่ต้องเช่าออฟฟิศขนาดใหญ่ พนักงานสามารถทำงานจากที่บ้านได้ ลดกระบวนการทำงานด้วยการใช้คอมพิวเตอร์มาช่วย เช่น ระบบติดตามรถ GPS เป็นต้น
  • บริหารการใช้สินทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพ เช่น ลดจำนวนรถขนส่ง มีเท่าที่จำเป็นให้พอกับความสามารถในการชำระค่าผ่อนรถยนต์ หรือค่าเช่ารถ และบริหารการใช้รถให้มีประสิทธิภาพ ค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรลดลงคือ ค่าบำรุงรักษารถให้คงสภาพดีตลอด เพราะเป็นเครื่องจักรในการสร้างรายได้หลัก
  • บริหารเงินทุนหมุนเวียนอย่างเหมาะสม เช่น การบริหารการรับเงินจากคู่ค้าหรือลูกหนี้การค้า ให้สอดรับกับระยะเวลาการชำระหนี้กับเจ้าหนี้การค้า หรือเจ้าหนี้สถาบันการเงิน ซึ่งปัจจุบันสถาบันการเงินมีเครื่องมือทางการเงินหลายรูปแบบ ที่ช่วยให้กิจการสามารถได้เงินจากลูกหนี้การค้ามาใช้ดำเนินธุรกิจก่อนได้ จะมีค่าธรรมเนียมบริการบ้างควรพิจารณาใช้บริการตามความจำเป็น

 

ตัวอย่างข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า โอกาสในการเริ่มต้นธุรกิจอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ผู้ประกอบการจะต้องประเมินผลการดำเนินงาน และวิเคราะห์ปัจจัยในการดำเนินธุรกิจทั้งปัจจัยภายในกิจการ เช่น ความสามารถในการบริหารธุรกิจให้อยู่รอด การเพิ่มช่องทางรายได้ การควบคุมค่าใช้จ่าย เป็นต้น และปัจจัยภายนอก เช่น สภาพเศรษฐกิจ พฤติกรรมผู้บริโภค สภาวะสังคม เทคโนโลยี กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ภาวการณ์แข่งขันในอุตสาหกรรม เป็นต้น

 

ทั้งนี้ผู้ประกอบการจะต้องวางแผนกลยุทธ์ให้สามารถอยู่รอดได้ในทุกสถานการณ์ การประเมินความเสี่ยงและหาวิธีป้องกันเสมอ และเตรียมทางออกไว้หลายทาง อย่ารอจนกว่าจะเกิดปัญหาแล้วค่อยมาแก้ เพราะอาจจะสายจนไม่สามารถบรรเทาได้

3669 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น