ฮานอย ตลาดใหม่ที่น่าจับตา โอกาสการค้าของนักลงทุนไทย

แม้ว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเวียดนามในป 2559 จะลดลงเหลือเพียงรอยละ 6.21 เนื่องจากผลผลิตขาวในปี 2559 ลดลง ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลเวียดนามกำหนดไว้ที่ร้อยละ 6.7 แต่ก็ถือว่าเป็นอัตราการขยายตัวที่น่าพอใจ

สำหรับเศรษฐกิจเวียดนามในป 2560 นี้ กรมสถิติเวียดนามคาดหมายว่าจะไดขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากรับการสนับสนุนจากหลายปจจัย อาทิ รัฐบาลเวียดนามกําลังดําเนินการปฏิรูปกฎระเบียบตางๆ เพื่อสรางสภาพแวดลอมในการลงทุน ซึ่งจะอํานวยความสะดวกตอผูประกอบการมากขึ้น ประกอบกับในป 2559 นั้น มีบริษัทที่จดทะเบียนใหมมากกวา 110,000 ราย จึงเปนปจจัยสําคัญที่จะชวยให GDP เวียดนามในป 2560 เพิ่มขึ้นตามเป้าหมาย คือ รอยละ 6.7 โดยธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตสูงในปี 2560 ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรมการแปรรูป การผลิต การคา ธุรกิจโรงแรม รานอาหาร การทองเที่ยว ฯลฯ

ปัจจุบันสินค้าไทยถือเป็นสินค้าได้รับความนิยมจากผู้มีรายได้ระดับกลางในเวียดนามค่อนข้างมาก เนื่องจากปัจจัยในด้านคุณภาพ ซึ่งชาวเวียดนามให้ความเชื่อมั่นมากกว่าสินค้าจากจีน และปัจจัยในด้านราคาที่มีความเหมาะสม สามารถจับต้องได้ง่ายกว่าสินค้าจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

พรรณกาญจน์ เจียมสุชน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงฮานอย กล่าวถึงโอกาสในการค้าการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในฮานอยว่า ฮานอยถือเป็นตลาดใหม่ของนักลงทุนไทย ซึ่งพฤติกรรมของผู้บริโภคฮานอยจะแตกต่างไปจากผู้บริโภคในโฮจิมินห์ ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเวียดนาม โดยปัจจุบันรัฐบาลเวียดนามได้ให้ความสำคัญกับการลงทุนทางภาคเหนือของประเทศมากขึ้น ทำให้รอบๆ กรุงฮานอยมีโซนอุตสาหกรรมเกิดขึ้นมากมาย และยังมีท่าเรือขนาดใหญ่ที่สำคัญ คือ ท่าเรือไฮฟอง ซึ่งขณะนี้มีนักลงทุนไทยได้เข้าไปลงทุนในภาคการก่อสร้าง และนิคมอุตสาหกรรมของฮานอยแล้ว เนื่องจากเวียดนามกำลังเปิดโซนใหญ่ในด้านอุตสาหกรรม โดยเน้นอุตสาหกรรมไฮเทค และ Green Industry ในขณะที่ภาคการบริการก็มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นมาก ทั้งโรงแรม โรงพยาบาล โรงพยาบาลสัตว์ สปา และการศึกษา เป็นต้น

“ฮานอยจะตื่นตัวในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งจะต่างจากโฮจิมินห์ที่พัฒนาไปแล้ว ผู้คนในฮานอยจึงเริ่มมีศักยภาพในการใช้จ่ายมากขึ้น เริ่มมองในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิตมากขึ้น จึงเรียกได้ว่าเป็นตลาดใหม่สำหรับสินค้าระดับบน สินค้าไทยที่เข้าไปในเวียดนามหากไปแข่งในตลาดระดับล่างจะเหนื่อย จึงควรโฟกัสไปที่ระดับกลางถึงบนมากกว่า คือมองไปที่กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ และกลุ่มที่เริ่มให้ความสนใจกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตมากขึ้น สินค้าที่น่าสนใจมากตอนนี้ คือ สินค้าเกี่ยวกับเด็กและผู้สูงอายุ ซึ่งผู้สูงอายุของเวียดนามจะมีเงินเก็บและต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเอง พ่อแม่ก็อยากให้สิ่งที่ดีกับลูกเมื่อมีศักยภาพในการใช้จ่าย นอกจากนี้ก็มีสินค้าในกลุ่มธุรกิจบริการที่ไปได้เยอะ แม้กระทั่งการท่องเที่ยว เช่น ทัวร์สุขภาพ ทัวร์ศัลยกรรมความงาม หรือ Eco Tour กำลังมาแรงในกลุ่มคนเวียดนามที่มีศักยภาพ ทั้งในแง่ของการเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย หรือการไปลงทุนในเวียดนาม เช่น ธุรกิจสปา ก็มีโอกาสที่ดี”

ผอ.สคต. ณ กรุงฮานอย ยังกล่าวอีกว่า ความน่าสนใจของฮานอยซึ่งตลาดใหม่ของสินค้าไทยนั้น นอกจากการมุ่งจับกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางถึงบนที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยละ 60-70 แล้ว ฮานอยยังมีการพัฒนาเมืองเชื่อมต่อไปจนถึงจีน จึงเป็นโอกาสสำคัญของสินค้าไทยที่จะเข้าไปบุกตลาด ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ทั้งนี้ นอกจากสินค้าในกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ จะเป็นสินค้าที่น่าลงทุนแล้ว สินค้าไทยที่ไปได้ดีในตลาดฮานอยก็มีอีกมาก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ข้าวเครื่องใช้ต่างๆ ที่เป็นแบรนด์ไทยจะได้รับความนิยม อย่างไรก็ตามในขณะนี้เริ่มมีธุรกิจ Import Shop ที่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย ซึ่งคนฮานอยในกลุ่มที่มีการศึกษาและมีกำลังซื้อสูงจะให้ความสนใจกับการจับจ่ายในร้านเหล่านี้มากขึ้น Import Shop จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการทำตลาดของสินค้าแบรนด์ไทย ทั้งนี้ เวียดนามนอกจากจะเป็นผู้บริโภคสินค้าไทยแล้ว ยังเป็นคู่แข่งที่สามารถผลิตสินค้าหลายชนิดได้ใกล้เคียงกับไทยด้วย การสร้างความแตกต่างระหว่างสินค้าไทยกับสินค้าเวียดนาม จึงถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำตลาดในเวียดนาม ซึ่งมีกลยุทธ์ที่สำคัญ คือ การสร้างความแตกต่างของแหล่งค้าขาย คือ

แหล่งค้าขายต้องไม่เหมือนกัน และการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง เนื่องจากตลาดทางเหนือของเวียดนามนั้นสามารถเชื่อมต่อกับจีน จึงมีสินค้าจากจีนเข้ามาแข่งขันด้วย ซึ่งโอกาสของผู้ประกอบการไทยในขณะนี้ คือต้องสร้าง Brand สินค้าไทยให้แข็งแกร่ง และชูจุดเด่นที่เหนือกว่าในด้านของคุณภาพ ซึ่งการสร้างแบรนด์นั้นควรต้องเริ่มต้นตั้งแต่ในประเทศ โดยไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของตัวเองให้ถูกต้อง ก่อนนำสินค้าออกไปทำตลาดในต่างประเทศ

“ตอนนี้หมดยุคของการทำ OEM แล้ว ซึ่งเวียดนามได้มีนโยบายพัฒนาฝีมือแรงงานแล้ว หากวันหนึ่งเขาพัฒนาฝีมือแรงงานได้ทัดเทียมกับเรา เราจะเอาอะไรไปสู้เขา ถ้าเราไม่มีแบรนด์ดิ้ง จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ผู้ประกอบการไทยต้องยอมเสียเวลาที่จะสร้างแบรนด์ อย่ามองว่าตลาด CLMV ไม่จำเป็น เพราะจริงๆ แล้วเรื่องแบรนด์จำเป็นมาก หากอยากจะไปลุยตลาดฮานอยก็ต้องเตรียมความพร้อมของตัวเองก่อนในเรื่องแบรนด์ดิ้ง และต้องไปจดทะเบียนเครื่องหมายแบรนด์ในเวียดนามก่อน อย่ารอให้สินค้าดังติดตลาดแล้วค่อยทำ เพราะหากมีคนอื่นเอาไปจดทะเบียนก่อนก็จะเสียโอกาสไป”

จากโอกาสและลู่ทางที่สดใสของตลาดเวียดนามคาดว่าภายในปี 2562 จะมีผู้ประกอบการไทยขยายการลงทุนในเวียดนามเพิ่มอีก 2-3 เท่า เนื่องจากเล็งเห็นโอกาสทางการค้าซึ่งกำลังได้รับความนิยมในเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันเศรษฐกิจเวียดนามกำลังอยู่ในช่วงการเติบโตสูง ด้วยรายได้เฉลี่ยของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 4 เท่าในรอบ 15 ปี และยังมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูงกว่าร้อยละ 5 จึงคาดว่ามูลค่าการค้าปลีกในปี 2563 จะสูงถึง 1.79 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยขณะเดียวกันคาดว่าจะมีผู้ประกอบการเวียดนามในกรุงฮานอยบางรายที่เลือกเปลี่ยนรูปแบบกิจการจากเดิม ซึ่งขายของชำทั่วไปไปสู่การเป็นร้านขายของไทยโดยเฉพาะ และมีอัตราการเจริญเติบโตทางธุรกิจอย่างรวดเร็วอีกด้วย

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียน ด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในย่านอาเซียน 9 สาขา ใน 10 ประเทศ เพื่อให้บริการท่าน สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อีเมล: AECconnect@bbl.co.th สายด่วน 1333

5277 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น