กัมพูชาอีกเป้าหมายในอาเซียน

ปัจจุบันการส่งออกของไทยไปยังกลุ่มประเทศ CLMV มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อีกทั้งสินค้าส่วนหนึ่งยังถูกส่งผ่านประเทศเหล่านี้ไปยังจีนตอนใต้ด้วย ทำให้ตลาด CLMV กลายเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง และมีบทบาทสำคัญต่อการค้าและการลงทุนของไทย

มาตยวงศ์ อมาตยกุล นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยในงานเสวนา “Cambodia Connect: A New Business Opportunity 4.0 เปิดโอกาสเศรษฐกิจใหม่ เชื่อมโยงตลาดกัมพูชาในยุค 4.0” ว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยที่ผ่านมานั้น จะพึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนค่อนข้างสูง คือ ประมาณ 70.2% ของ GDP โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญ คือ กลุ่มประเทศอาเซียน 24.7%  จีน 11.7% และญี่ปุ่น 10.2% ในขณะที่สหรัฐอเมริกาและยุโรปซึ่งเคยเป็นตลาดสำคัญในอดีตนั้น ปัจจุบันมีสัดส่วนการส่งออกลดลงเหลือเพียง 10% และ 9.5% ตามลำดับเท่านั้น

“การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ได้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากประชากรที่รวมกันแล้วมีจำนวนถึง 137 ล้านคน ซึ่งมีกำลังซื้อสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และสินค้าส่วนหนึ่งถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภคทางตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยในปี 2559 มูลค่าการส่งออกไทยไปยังตลาด CLMV มีมูลค่าถึง 22,257 ล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้นการเข้าถึงตลาดการค้าและการลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการส่งเสริมบทบาทการค้าและการลงทุนของประเทศไทย”

กัมพูชา ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุนกับไทยมายาวนาน และผู้บริโภคมีความคุ้นเคยและให้ความนิยมในสินค้าไทยอย่างต่อเนื่อง นับเป็นตลาดที่น่าสนใจอย่างมากในปัจจุบัน เพราะกัมพูชาเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน และเศรษฐกิจของประเทศขับเคลื่อนโดยภาคอุตสาหกรรม การบริการ และเกษตรกรรม

ทั้งนี้ในปี 2559 ไทยมีการส่งออกสินค้าไปกัมพูชาคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 4,659 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้าที่กัมพูชามีความต้องการในปริมาณสูงนั้นคือ สินค้าในกลุ่มอุปโภคบริโภคทุกประเภท เนื่องจากกัมพูชาไม่สามารถผลิตสินค้ากลุ่มนี้ให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชนในประเทศได้ จึงต้องนำเข้าสินค้าหลากหลาย นอกจากนี้กัมพูชายังอยู่ในระหว่างการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกสู่ความเป็นเมือง ทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างเป็นที่ต้องการ และมีแนวโน้มเติบโตดีอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่จะเข้าไปทำการค้าการลงทุน ทั้งในเมืองหลักอย่างพนมเปญหรือเมืองรองที่มีศักยภาพ เช่น เสียมเรียบ และสีหนุวิลล์ โดยเมืองรองทั้งสองเมืองของกัมพูชานั้นถือเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ และมีความต้องการสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างมาก อาทิ กลุ่มสินค้าสุขภาพและความงาม กลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม เป็นต้น

จิรวุฒิ สุวรรณอาจ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงพนมเปญ กล่าวถึงโอกาสของผู้ประกอบการไทยในกัมพูชาว่า มีโอกาสดีมากโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าประเภทเครื่องดื่มต่างๆ รวมไปถึงสินค้าในหมวดวัสดุก่อสร้าง ซึ่งที่ผ่านมาเศรษฐกิจกัมพูชามีอัตราการเติบโตสูงมากถึงปีละ 7% ประชากรมีรายได้เพิ่มขึ้น ตัวเลขการว่างงานมีน้อยมาก ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น จึงมองหาสินค้าที่จะตอบสนองความสะดวกสบายในชีวิตเพิ่มขึ้น ซึ่งสินค้าไทยเป็นตัวตอบโจทย์ที่ดี เพราะคนกัมพูชาใกล้ชิดกับคนไทยและได้รับอิทธิพลสื่อจากของไทย ประกอบกับมีชาวกัมพูชาเข้ามาทำงานในไทยเป็นจำนวนมาก จึงมีความคุ้นชินกับสินค้าไทยเป็นอย่างดี แม้ปัจจุบันจะมีสินค้าจากจีนหรือเวียดนามเข้ามาแข่งขัน แต่ความนิยมในสินค้าไทยยังคงมีค่อนข้างสูงอยู่

“ในการไปลงทุนทำการค้าที่กัมพูชานั้น ผู้ประกอบการสามารถติดต่อข้อมูลธุรกิจเพิ่มเติมได้จาก สคต. กรุงพนมเปญ ซึ่งเรามีศูนย์ AEC Business Support Center ที่จะคอยให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการไทยที่มีสินค้าอยู่ในมือ โดยแนะนำทั้งรูปแบบการตลาดต่างๆ เช่น การจัดตั้งบริษัท การหาพาร์ทเนอร์ การตั้งสำนักงานสาขา รวมไปถึงคำแนะนำเกี่ยวกับต้นทุนและสินค้าที่มีศักยภาพ พร้อมทั้งจัดหาพาร์ทเนอร์ให้ในกรณีที่ผู้ประกอบการต้องการ ซึ่งข้อดีของการไปลงทุนจัดตั้งบริษัทหรือขยายสาขาในกัมพูชานั้น จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถมอนิเตอร์ตลาดได้อย่างใกล้ชิด ทั้งการติดตามสถานการณ์ตลาด ยอดขาย หรือปัญหาของสินค้าต่างๆ ได้ตลอดเวลา ซึ่งการหาพาร์ทเนอร์ธุรกิจที่กัมพูชาและใช้วิธีเดินทางไปมอนิเตอร์ตลาดนั้น เป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดต้นทุนได้สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี”

สำหรับรูปแบบการจำหน่ายสินค้าไทยในกรุงพนมเปญและในประเทศกัมพูชานั้น แม้ว่าปัจจุบันจะมีห้างโมเดิร์นเทรดเพิ่มขึ้น แต่ระบบการตลาดแบบดั้งเดิมคือ ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว หรือใช้ผู้แทนขายวิ่งไปตามร้านค้าปลีกต่างๆ ยังคงเป็นช่องทางการทำตลาดหลักอยู่ ในขณะที่ตลาดอีคอมเมิร์ซของกัมพูชาก็เริ่มเติบโตขึ้น คนรุ่นใหม่หันมาสนใจจัดทำเว็บขายสินค้าออนไลน์เพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังมีมูลค่าการค้าขายน้อย ซึ่งสินค้าออนไลน์ที่มีการทำตลาดมากก็คือ กลุ่มคอสเมติก ที่น่าจับตาคือ ธุรกิจแฟรนไชส์ โดยเฉพาะในกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม และการศึกษา ซึ่งกำลังเติบโตและได้รับความสนใจจากนักธุรกิจชาวกัมพูชามาก เช่น แฟรนไชส์ร้านกาแฟ ที่เติบโตและได้รับความนิยมมากในขณะนี้คือ คาเฟ่อเมซอน ซึ่งปัจจุบันชาวกัมพูชากำลังต้องการลงทุนธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์มากขึ้น เพราะมีระบบการบริหารจัดการครบ สามารถลงทุนได้ทันที

“กัมพูชาถือเป็นประเทศที่เปิดเสรีมากเรื่องการนำเข้าสินค้าและการลงทุน ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นธุรกิจในกัมพูชาได้ 100%  การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทก็สะดวกมาก และการเดินทางในปัจจุบันจากไทยไปพนมเปญก็สะดวกมาก เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศ CLMV ด้วยกัน ในด้านการลงทุนอยากให้ผู้ประกอบการดูเรื่องรสนิยมของผู้บริโภคกัมพูชาให้ละเอียด เพื่อจะได้ผลิตสินค้าที่ตรงกับความต้องการ ควรมีการเดินทางไปเยี่ยมลูกค้า และจัดสรรงบประมาณในการโปรโมชั่น หรือเข้าร่วมงานแสดงสินค้า มีการโฆษณา เพื่อสนับสนุนด้านการตลาดให้กับคู่ค้าในกัมพูชา ซึ่งจะเป็นการรักษาฐานการตลาดเอาไว้ ส่วนการหาพาร์ทเนอร์นั้นอยากให้มองในเรื่องของการทำธุรกิจร่วมกันมากกว่าที่จะแสวงหากำไรจากอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งจะทำให้การค้ากับกัมพูชาเป็นไปได้อย่างยั่งยืน”

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียน ด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในย่านอาเซียน 9 สาขา ใน 10 ประเทศ เพื่อให้บริการท่าน สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อีเมล: AECconnect@bbl.co.th สายด่วน 1333

2081 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น