เจ้าสัวไทยไขเคล็ดลับ บุกตลาดส่งออกอย่างไรไม่ให้พลาด

เปิดฉากการส่งออกของไทยในเดือนมกราคม 2560 มีมูลค่า 17,099.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 8.83% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของเดือนก่อน ซึ่งเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3

ปัจจัยบวกที่ทำให้การส่งออกเดือนแรกดีขึ้น จากแรงหนุนจากการส่งออกทองคำที่ขยายตัวดี ประกอบกับสินค้าที่ผูกโยงกับราคาน้ำมัน เช่น ยางพารา เคมีภัณฑ์ พลาสติก ปรับตัวดีขึ้นไปในทิศทางเดียวกับราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับตลาดส่งออกหลัก คือ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป รวมมถึงตลาดศักยภาพสูง เช่น จีน เอเชียใต้ และอาเซียนขยายตัวเป็นบวก

ส่งออกบวกยังไม่พ้นปัจจัยเสี่ยง

สถานการณ์ดังกล่าวช่วยให้หลายสำนักคาดการณ์ตัวเลขการส่งออกปีใน 2560 ไปในทิศทางขาขึ้น โดยล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)  ซึ่งประกอบด้วยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2560 ได้แสดงความมั่นใจว่าเป้าหมายตัวเลขการส่งออกปี 2560 จะขยายตัว 1-3% จากปี 2559 ที่ขยายตัว 0.5%

เป็นไปในทิศทางเดียวกับที่สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ได้คาดการณ์ว่าตัวเลขการส่งออกปีนี้ มีโอกาสจะขยายตัวได้ถึง 3.5% หรือมูลค่า 222,863 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หากส่งออกเฉลี่ยได้เดือนละ 18,572 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และอาจจะมีโอกาสได้ถึง 5%  หรือมูลค่า 226, 093 ล้านเหรียญสหรัฐฯตามนโยบายของดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีที่วางไว้ หากสามารถส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละ 18,841 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากนโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงการดำเนินนโยบายเจรจาทางการค้ารูปแบบใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลป์ ทรัมป์ และการรื้อความตกลงเปิดเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ปัจจัยความไม่แน่นอนทางเมืองของประเทศในยูโรโซนซึ่งจะมีการเลือกตั้งใหม่หลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ซึ่งอาจจะมีผลเชื่อมโยงต่อนโยบายเศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงปัจจัยราคาน้ำมันในตลาดโลก

งัดกลยุทธ์จับมือเอกชนดันส่งออก

ผลจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก คุณอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ชุดการส่งเสริมการส่งออกและการลงทุนระหว่างประเทศ (D4) พร้อมด้วยคุณสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นประธานฝ่ายภาคเอกชน ได้มุ่งขับเคลื่อนการส่งออกอย่างเต็มที่ โดยได้จัดประชุมระดมสมองระหว่างทูตพาณิชย์จากทั่วโลก และผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้แต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาประจำภูมิภาค (Regional Advisors) 7 ภูมิภาค เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะสำหรับจัดทำแผนผลักระยะเร่งด่วน (Quick Win) เพื่อขับเคลื่อนการส่งออกให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

สำหรับที่ปรึกษาทั้ง 7 ราย ใน 7 ภูมิภาค ได้แก่ คุณพรชัย วิทยาคุณสกุลชัย จาก SCG รับผิดชอบตลาดเอเชียใต้, Yuji Nakagawa จาก Toyota Tsusho ตลาดภูมิภาคแอฟริกาและตะวันออกกลาง, คุณสมชาย จึงสมบูรณานนท์ จาก CP และคุณณัฐพล เดชวิทักษ์ จาก Loxley ตลาดจีน คุณวรเทพ อัศวเกษม จาก I.C.C. International ตลาดญี่ปุ่น คุณอัศวิน เตชะเจริญวิกุล จาก BJC ตลาดอาเซียน คุณจริยา จิราธิวัฒน์ จาก Central ตลาดยุโรป และคุณธีรพงศ์ จันศิริ จาก TU ตลาดสหรัฐ

เจาะตลาดอย่างไรสไตล์เจ้าสัว

ในมุมของ คุณธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ในฐานะที่ปรึกษาตลาดสหรัฐ กล่าวว่า นโยบายทางการค้าของสหรัฐต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ยังไม่อาจวิเคราะห์ได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ขอให้กระทรวงเร่งสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศคู่ค้าหลัก ไม่เพียงแต่สหรัฐยังรวมถึงสหภาพยุโรป (อียู) เพราะหลาย ๆ ประเทศกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี หากเป็นไปได้ควรจะพัฒนาไปสู่การเจรจาความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอกับสหรัฐ และอังกฤษ เพื่อเป็นโอกาสในการขยายตลาดในอนาคตด้วย ขณะที่ผู้ประกอบการไทยต้องพัฒนาสินค้าที่มีนวัตกรรมจะขายสินค้าขั้นพื้นฐานต่อไปไม่ได้อีกแล้ว”

สำหรับแนวโน้มการส่งออกไปตลาดสหรัฐปี 2560 มีโอกาสที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่ขยายตัว 1.8% ทั้งนี้ในส่วนบริษัทจะส่งรายชื่อผู้ค้าปลีก ค้าส่ง และผู้ให้บริการร้านอาหารที่เป็นเครือข่ายให้กับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งจะคัดสรรสินค้าไทยที่มีความพร้อมทั้งคุณภาพและนวัตกรรมให้พบกับผู้นำเข้า

สำหรับกลยุทธ์สำคัญในการผลักดันการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯประกอบด้วย การมุ่งพัฒนาสินค้าที่มีนวัตกรรมสูง สินค้าที่มีคุณภาพดีและได้รับมาตรฐานสากล เช่น กุ้ง ต้องได้มาตรฐานเรื่องแรงงาน สินค้าที่มีความปลอดภัย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ การเจาะตลาดลูกค้ากลุ่ม Millennial ซึ่งเป็นกลุ่มคนผู้บริโภคที่มีอายุตั้งแต่ 18-34 ปี กลุ่มเอเชีย กลุ่มฮิสแปนิก กลุ่มรักสุขภาพ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ การสร้างพันธมิตรกับผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่ง ผู้จัดจำหน่าย และกระจายสินค้าช่องทางต่าง ๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อพัฒนาช่องทางจำหน่ายทั้งการขายผ่านช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียต่าง ๆ

จีน ดัน ‘Thailand Go’

คุณณัฐพล เดชวิทักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาตลาดจีน ร่วมกับ ซี.พี. กล่าวว่า ได้เสนอโครงการ “ไทยแลนด์ โก” เพื่อรวบรวมสินค้าไทยเข้าไปจำหน่ายในจีนผ่านช่องทางของล็อกซเล่ย์ และ ซี.พี. โดยเน้น 6 เมืองใหญ่ เช่น เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู กว่างโจว ซานโถ ฟูโจ หนานหนิง ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคน โดยผ่านเครือข่ายบริษัทล็อกซเล่ย์ อินเตอร์เทรด (กว่างโจว) และบริษัท ซี.พี.โลตัส คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งมีร้านค้าปลีก 73 สาขา ศูนย์กระจายสินค้า และสถานีบริการน้ำมัน 20,000 แห่ง สินค้าเป้าหมาย คือ ข้าวหอมมะลิ วัตถุดิบปรุงอาหาร น้ำผลไม้ ผลิตภัณฑ์สปา ขนมขบเคี้ยว และอื่น ๆ

ทั้งนี้ “Thailand Go ” พ้องเสียงกับภาษาจีนว่าไท่เล่อ โก้ หมายถึงการจับจ่ายสินค้าไทยอย่างมีความสุข ซึ่งจะใช้ในการโปรโมตโครงการนี้ ขอให้กรมสนับสนุนการประชาสัมพันธ์โครงการ ผ่านทางสำนักงานผู้แทนการค้าระหว่างประเทศในจีน 5 สำนักงาน โดยมีแผนจัดโรดโชว์ 6 เมืองเมืองละ 1 เดือน หากสินค้าใดขายดีก็จะวางขายต่อเนื่อง คาดว่าจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่พฤษภาคม 2560-สิงหาคม 2561

Brexit ยังไม่กระทบกำลังซื้อ

ความเห็น คุณจริยา จิราธิวัฒน์ ตัวแทนจากเครือเซ็นทรัล ในฐานะที่ปรึกษาประจำสหภาพยุโรปที่เห็นว่า แม้ว่าจะยังมีปัญหาการแยกตัวจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (Brexit) แต่สินค้าไทยยังมีจุดแข็ง จึงไม่กระทบต่อกำลังซื้อในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งไทยควรให้ความสำคัญกับนโยบายการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี โดยเฉพาะกับประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป เช่น เอฟทีเอกับอังกฤษ รวมไปถึงเอฟทีเอกับยูเรเซีย เพื่อลดภาษี และขยายตลาดในอนาคต

สำหรับแผนกลยุทธ์ Quick Win ในตลาดยุโรป ได้กำหนดสินค้าเป้าหมาย อาทิ อาหาร แฟชั่น โดยเลือกตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพ เช่น เยอรมนี อังกฤษ อิตาลี เดนมาร์ก เพื่อให้เห็นผลภายใน 1 ปี

นอกจากนี้ ข้อสรุปแผนควิกวิน ในภูมิภาคเอเชียใต้เสนอ ‘แซลมอนโมเดล’ คือการว่ายทวนน้ำโดยมีแผนเริ่มจากการแสวงหาโอกาสในการทำตลาดการลงทุน และการเข้าถึงตลาดโดยจะมีการจัดงานฉลองครบรอบความสัมพันธ์ไทย-อินเดียครบ 70 ปี จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ การเสวนาทางธุรกิจ นอกจากนี้ ยังมีฐานสนับสนุนการเจรจาความตกลง เปิดเขตการค้าเสรีที่ยังค้างอยู่ ทั้ง RCEP BIMSTEC, AFTA เป็นต้น ตลอดจนการสร้างกลยุทธ์พันธมิตร (Strategic Partnership) การร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน การจัดงานแสดงสินค้า การจัดแคมเปญพิเศษ และการสนับสนุนอีคอมเมิร์ซ เป็นต้น

ส่วนภูมิภาคอาเซียน จะเน้นการผลักดันยอดขายสินค้าไทยผ่าน 4 ช่องทางหลัก คือ ร้านขายส่งขายปลีก เช่น MM Mega Market เวียดนามตั้งเป้าเพิ่มยอดขายสินค้าไทยจาก 3% เป็น 5% ร้านสะดวกซื้อ M-point Mart ในลาวตั้งเป้าเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% B′s Mart ในเวียดนามเพิ่มสินค้า 15% ตัวแทนกระจายสินค้าตั้งเป้าเพิ่มมูลค่ายอดขายไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% และช่องทางการจัดงานแสดงสินค้า

สำหรับตลาด แอฟริกาและตะวันออกกลาง เสนอแผน Recruit Import มุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายของผู้ค้าโดยจะให้มีการจัดคณะผู้ส่งออกพบกับผู้นำ เข้า มีการเยี่ยมชมโรงงาน มุ่งเน้นส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ อาหาร โดยจะเชิญผู้ซื้อจากแอฟริกามาซื้อสินค้าในไทยและส่งกลับไปขายต่อในภูมิภาค เป็นต้น

หลังจากนี้ ยังเหลือระยะเวลาอีก 11 เดือนในการพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลและกลยุทธ์รุกตลาดว่าจะผลักดันการส่งออกไทยให้ไปถึงฝันได้หรือไม่

สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษา Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333

3177 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น