คิดยังไงให้ต่าง กับ 3 กล่องความคิดที่กีดกันความสร้างสรรค์

ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครคนไหนก็อยากมี แต่น่าเสียดายที่บางคนถูกกล่องความคิดบางอย่างมากีดกันความสร้างสรรค์ออกจากตนเอง

คิดยังไงให้ต่าง เป็นหนังสือที่ว่าด้วยวิธีการคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้แตกต่างจากสิ่งเดิม ๆ ซึ่งหนังสือเล่มนี้ถูกเขียนโดย โอซังจิน พนักงานอาวุโสของบริษัทซัมซุงที่คร่ำหวอดในการฝึกอบรมพนักงานให้มีความคิดที่แปลกใหม่ โดยแบ่งออกเป็น 6 ส่วนใหญ่ ๆ ตามสารบัญ ดังนี้ (1) เปลี่ยนความคิด คิดออกจากกล่อง (2) ปลูกถั่วแต่ได้งา หลุดจากกับดักความคิดเดิม ๆ (3) ตีโจทย์ให้แตก วิธีคิดไอเดียอย่างนักออกแบบ (4) เปลี่ยนตัวเอง เป็นเครื่องจักรผลิตไอเดีย (5) การเข้าใจอย่างถ่องแท้ และ (6) สูตรสำเร็จไอเดียอยู่ที่การเรียนรู้จากคน

ซึ่งวันนี้ทางเรา Bangkok Bank SME จะมาเจาะข้อมูลในส่วนที่ 1 กัน ในเรื่องของเปลี่ยนความคิด คิดออกจากกล่อง โดยในหนังสือเล่มนี้ได้อธิบายเอาไว้ว่า ความคิดสร้างสรรค์คือการออกจากกล่องความคิดมากมาย ที่เราสร้างขึ้นมาครอบตัวเองไว้ และกล่องเหล่านั้นก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

1. กล่องแห่งรูปแบบ (Pattern Box)
แดเนียล คาห์เนมัน นักจิตวิทยาในอธิบายถึงความคิดของคนเอาไว้ว่ามี 2 รูปแบบด้วยกัน คือ (1) ความคิดแบบเร็ว (2) ความคิดแบบช้า ซึ่งความคิดแบบเร็วนี่เองที่ทำให้เราอยู่ในกล่องแห่งรูปแบบ คิดอะไรแบบเดิม ๆ อย่างที่เคยสัมผัสมาในอดีต เพราะความคิดแบบเร็วจะใช้สัญชาตญาณเพื่อตอบสนองอย่างทันที ยกตัวอย่างเช่น หากพูดถึงพัดลมไร้ใบพัด ใครหลายคนคงคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากส่วนประกอบสำคัญของพัดลมก็คือตัวใบพัด แต่ถ้าเราคิดแบบช้า ๆ ไตร่ตรอง และหาข้อมูลดูเสียก่อนจะรู้ว่าพัดลมแบบไร้ใบพัดนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้อย่างที่บริษัท ไดสัน แห่งประเทศอังกฤษใช้เวลาพัฒนาสินค้าชนิดนี้ 4 ปี

2. กล่องแห่งประสบการณ์ (Experience Box)
ไม่ว่าใครก็ล้วนมีประสบการณ์ที่เคยเจอด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ที่ทุกคนจะมีกล่องใบนี้ หากใครพบประสบการณ์ที่ดีก็ถือว่ารอดตัวไป แต่สำหรับใครที่เจอประสบการณ์ที่เลวร้ายก็อาจส่งผลให้ไม่กล้าคิดออกนอกกรอบอีกต่อไป ยกตัวอย่างเช่นการทดลองของ มาร์ติน เซลิกแมน นักจิตวิทยาเชิงบวกชาวอเมริกา ที่จับสุนัขเข้าไปอยู่ในกล่องและติดเครื่องช็อตไฟฟ้าเอาไว้ เมื่อสุนัขเริ่มหนีออกจากกล่องก็ถูกช็อตไปเรื่อย ๆ จนมันมีความคิดฝั่งหัวว่าไม่สามารถหนีออกจากกล่องได้ ถึงแม้ว่ามาร์ตินจะเอาเครื่องช็อตไฟฟ้าออก สุนัขตัวนี้ก็จะไม่พยายามหนีออกจากกล่องอีกต่อไปเนื่องจากมันเคยเจอประสบการณ์ที่เลวร้ายมาก่อน ซึ่งเราสามารถเรียกเหตุการณ์แบบนี้ได้ว่า ภาวะสิ้นหวังจากการเรียนรู้ (Learned Helplessness)

นอกจากนี้กล่องแห่งประสบการณ์ยังทำให้เราอยู่แต่ในที่ที่คุ้นเคยหรือที่ใครหลายคนเรียกว่า พื้นที่ปลอดภัย (Comfort Zone) อีกด้วย แต่ถ้าเรากล้าที่จะแหกกรอบออกมา เราก็จะพบกับโลกใบใหม่ที่เรียกว่า พื้นที่สร้างสรรค์ (Creative Zone)

3. กล่องแห่งความคิดแง่ลบ (Negative Box)
กล่องแห่งความคิดแง่ลบเป็นผลพวงมาจากกล่องแห่งประสบการณ์ ซึ่งกล่องความคิดชนิดนี้สามารถส่งต่อไปยังผู้อื่นได้ มีข้อมูลหนึ่งระบุว่า ในวันหนึ่งคนเราฟังและพูดสิ่งที่เป็นแง่บวกเพียง 17 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่เหลือ 83 เปอร์เซ็นต์ล้วนเป็นข้อมูลด้านลบ และแน่นอนว่าข้อมูลด้านลบที่เราได้ยินมามีอิทธิพลต่อความคิดและการกระทำของเรา

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1996 แกรี่ ฮาเมล นักบริหารสัญชาติอเมริกันและ ปราฮัลลาด นักเศรษฐศาสตร์ ได้ทำการทดลองนำลิงห้าตัวมาขังไว้ในห้อง โดยตรงกลางห้องมีบันไดและกล้วยวางอยู่ตรงขั้นที่อยู่สูงที่สุด แต่ทุกครั้งที่มีลิงตัวใดตัวหนึ่งปีนขึ้นไปหยิบกล้วย น้ำเย็นก็จะสาดลงมาใส่ลิงตัวอื่น ๆ แน่นอนว่าหลังจากนั้นเวลาที่ลิงตัวใดตัวหนึ่งคิดจะปีนขึ้นไปหยิบกล้วยก็จะมีลิงตัวอื่น ๆ คอยห้ามไว้ ต่อมาพวกเขาจึงเปลี่ยนลิงตัวที่หนึ่งออก ผลปรากฏว่าตอนที่ลิงตัวนั้นจะปีนขึ้นไปหยิบกล้วยก็จะถูกลิงตัวที่อยู่มาก่อนคอยห้ามไว้ และลิงตัวใหม่ที่ถูกก็เชื่อฟังทั้งที่ยังไม่เคยเจอน้ำสาดใส่ตัวเอง

ผู้ทดลองทำการเปลี่ยนลิงเรื่อย ๆ ตัวแล้วตัวเล่า จากลิงตัวที่สองเป็นลิงตัวที่สาม จากสามเป็นสี่ จนสุดท้ายกลายเป็นลิงฝูงใหม่ทั้งหมดที่อยู่ในห้องขัง แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่ลิงตัวใดกล้าขึ้นไปหยิบกล้วยบนบันไดเนื่องจากถูกลิงตัวอื่น ๆ ห้ามและเล่าข้อมูลในแง่ลบจากการขึ้นไปหยิบกล้วยให้ฟัง ถึงแม้ลิงฝูงนี้จะไม่มีสักตัวที่เคยโดนน้ำเย็นสาดใส่

อย่างไรก็ตามในหนังสือ  คิดยังไงให้ต่าง ยังมีบทอื่น ๆ ที่น่าสนใจให้ติดตามอยู่มากมาย โดยแต่ละบทล้วนมีงานวิจัย ผลการทดลองมาอ้างอิงให้ดูน่าเชื่อถือด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งหากนักอ่านท่านใดสนใจ ก็สามารถหาซื้อหนังสือเล่มนี้ได้แล้วที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

3265 Total Views 4 Views Today
แสดงความคิดเห็น