รวม 9 เคล็ดลับประสบความสำเร็จด้วยวิถีฮาร์วาร์ด

เชื่อว่าใครหลายคนคงคิดสงสัยกันอยู่ว่าคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต พวกเขามีเคล็ดลับอะไรซ่อนเอาไว้ ตามความเป็นจริงแล้วเคล็ดลับที่ว่านั้นไม่ใช่ความลับอะไรมากมาย ซึ่งบางข้อคุณอาจจะรู้อยู่แล้วก็เป็นได้

9 เคล็ดลับประสบความสำเร็จด้วยวิถีฮาร์วาร์ด หรือ 9 Things Successful People Do Differently เป็นหนังสือที่เขียนโดย ดร. ไฮดี้ แกรนต์ ฮาลเวอร์สัน ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะผู้นำและการสร้างแรงจูงใจ เธอได้รวบรวมงานวิจัยนับพัน ๆ ชิ้นตลอดทศวรรษที่ผ่านทั้งของตนเอง และของผู้อื่น ซึ่งสุดท้ายเธอก็ได้ค้นพบแล้วว่าคนที่ประสบความสำเร็จนั้นล้วนมีเคล็ดลับด้วยกัน 9 ประการ ดังนี้

1. กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน
แน่นอนเวลาที่คุณจะทำอะไรสักอย่างให้ประสบความสำเร็จ คุณต้องกำหนดเป้าหมายเสียก่อน แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องมาดูกันอีกทีว่าเป้าหมายที่กำหนดนั้นกว้างไปหรือไม่ และถ้าหากกว้างไปคุณก็ควรกำหนดให้มันชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม เช่น กำหนดเป้าหมายว่าภายในเดือนนี้จะลดน้ำหนักลงให้ได้ 3 กิโลกรัม แทนที่กำหนดเป้าหมายเพียงแค่จะลดน้ำหนักให้ได้ เนื่องจากการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนจะทำให้เกิดแรงจูงใจในการบรรลุวัตถุประสงค์มากกว่า ในทางกลับกันการกำหนดเป้าหมายอย่างกว้าง ๆ จะทำให้คุณมีแนวโน้มหยุดพฤติกรรมที่ทำให้บรรลุเป้าหมายได้ง่าย ๆ

นอกจากนี้คุณควรสร้างความรู้สึกขัดแย้งภายใน (Mental Contrasting) ด้วย กล่าวคือเมื่อคุณกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว คุณควรนึกถึงความรู้สึกที่จะได้รับหลังบรรลุวัตถุประสงค์ แต่ก็อย่าลืมนึกถึงอุปสรรคที่ขวางกั้นเป้าหมายของคุณ เนื่องจากการสร้างความรู้สึกขัดแย้งภายในนี้จะทำให้คุณพยายาม ทุ่มเท และวางแผนที่จะขจัดปัญหาที่คุณอาจเจอในอนาคตได้

2. วางแผนลงมือทำ
ในข้อนี้จะคล้ายกับข้อด้านบน กล่าวคือคุณต้องลงมือในวัน เวลา สถานที่ ที่ชัดเจนมากที่สุด เช่น จะออกกำลังกาย 30 นาที ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ ก่อนเวลาไปทำงาน วิธีการนี้เรียกว่า การวางแผนแบบกำหนดเงื่อนไข หรือหากจะอธิบายโครงสร้างให้ชัดเจนที่สุดก็คือ เมื่อถึงเวลา ก. แล้ว คุณก็จะทำ ข. ซึ่งการวางแผนลงมือทำแบบนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จได้มากสองถึงสามเท่า

3. รู้ว่าหนทางในการบรรลุเป้าหมายเหลืออีกไกลเท่าใด
คุณต้องติดตามความก้าวหน้าของตัวเองอยู่เสมอ หากเป็นเป้าหมายระยะยาวสามารถเว้นระยะการประเมินตนเองได้ แต่ถ้าเป็นเป้าหมายระยะสั้นคุณต้องประเมินตนเองให้บ่อย ซึ่งเมื่อสมองคุณประเมินแล้วว่ายังไม่ได้บรรลุวัตถุประสงค์ที่คุณตั้งไว้ มันจะไปกระตุ้นความทุ่มเท และความพยายามให้มากขึ้น แต่ถ้าไม่มีการประเมินจากตนเองและเสียงสะท้อนจากคนรอบข้างแล้วล่ะก็ คุณจะขาดแรงจูงใจและล้มเลิกไปได้แบบง่าย ๆ

ทั้งนี้ก่อนอื่นคุณต้องแยกให้ออกว่าการประเมินระยะทางในการบรรลุเป้าหมายนั้นมีอยู่ 2 แบบ คือ (1) การคิดว่าได้เดินมาไกลเท่าไร และ (2) การคิดว่าเหลือระยะทางเท่าไรกว่าจะถึงเป้าหมาย ซึ่งมีงานวิจัยออกมาแล้วว่าการที่คิดว่าได้เดินมาไกลเท่าไรจะทำให้คุณรู้สึกประสบความสำเร็จก่อนเวลาที่ควรจะเป็น และล้มเลิกการกระทำไปในที่สุด ผิดกับการที่คิดว่าเหลือระยะทางไกลเท่าไรกว่าจะถึงเป้าหมาย ซึ่งยังคงรักษาแรงจูงใจให้คุณทำต่อไปจนบรรลุจุดประสงค์ที่แท้จริง

4. คิดบวกตามความเป็นจริง
คนที่คิดบวกตามความเป็นจริงคือคนที่คิดว่าตนเองสามารถประสบความสำเร็จได้แต่ระหว่างทางนั้นก็มีปัญหามากมายที่พร้อมมาให้แก้ไข ซึ่งการคิดแบบนี้จะทำให้คุณมีความพยายามมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่คิดบวกแบบเลื่อนลอย กล่าวคือพวกเขาคิดว่าความสำเร็จเป็นเรื่องที่ได้มาง่าย ๆ ดั่งฟ้าประทานพร

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ได้สำรวจกลุ่มผู้หญิงที่พยายามลดความอ้วน ผู้ทำวิจัยถามกลุ่มทดลองว่า การลดความอ้วนเป็นเรื่องง่ายหรือไม่ และมีปัญหาใด ๆ ในการลดความอ้วนหรือเปล่า ผลการวิจัยออกมาว่ากลุ่มที่คิดว่าการลดความอ้วนสามารถทำได้ง่าย ๆ นั้นกลับมีน้ำหนักลดน้อยลงกว่ากลุ่มที่คิดว่าการลดความอ้วนมีอุปสรรคและไม่ใช่เรื่องง่ายถึง 24 ปอนด์

5. พัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา
เชื่อว่าข้อนี้ไม่ว่าใครก็ต้องรู้ว่าการพัฒนาตนเองเป็นหนทางไปสู่ความสำเร็จ แต่ในความจริงแล้วยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่กล้าจะพัฒนาตนเองเพราะสิ่งที่เจอนั้นเป็นงานที่พวกเขาไม่ถนัด ในบทนี้ได้แบ่งเป้าหมายที่คนลงมือทำออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกคือลงมือทำเพื่อพิสูจน์ว่ามีความรู้ ความสามารถในสิ่งที่ทำ ส่วนประเภทที่สองคือลงมือทำเพื่อพัฒนาความสามารถและเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ซึ่งกลุ่มคนประเภทแรกจะรับมือกับสถานการณ์ที่พวกเขาไม่คุ้นเคยได้ไม่ค่อยดีนัก ผิดกับประเภทที่สองที่จะมีแรงจูงใจในการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่เคยเจอมากเป็นพิเศษ

และถ้าหากคุณยังกลัวที่จะทำสิ่งใหม่ ๆ เพื่อที่จะพัฒนาตนเองแล้วล่ะก็ ในหนังสือเล่มนี้ก็ได้ให้เคล็ดลับง่าย ๆ เอาไว้ว่าคุณต้องเปิดใจและอนุญาตให้ตนเองทำผิดพลาดได้ ซึ่งมีการศึกษาเผยออกมาแล้วว่าเวลาที่คนเรารู้สึกว่าตนสามารถผิดพลาดได้นั้นจะมีแนวโน้มที่พวกเขาจะทำผิดน้อยลง เนื่องจากมีแรงจูงใจในการเดินหน้าต่อไปมากกว่า

6. มั่นคง หนักแน่น
ความมั่นคงและความหนักแน่นคือการไม่ย่อท้อเมื่อเจออุปสรรคเข้ามาขวาง ซึ่งการจะทำให้คุณมีความมั่นคง หนักแน่นเพิ่มขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่สามารถฝึกกันได้ แต่คุณต้องมีความคิดที่ว่าความสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสียก่อน มีผลการศึกษาชี้ว่าคนที่เชื่อว่าความสามารถเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้เพราะมันติดตัวมาแต่กำเนิด จะมีแนวโน้มโทษตัวเองที่ไร้ความสามารถและไม่ฝึกฝนเพิ่มเติม จนสุดท้ายขาดความอดทนและถอดใจจากเป้าหมาย ผิดกับคนที่เชื่อว่าความสามารถเปลี่ยนแปลงได้ พวกเขาจะไม่ย่อท้อและฝึกฝนจนกว่าจะบรรลุจุดประสงค์ ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ยังได้บอกกับเราอีกว่าคุณจะไม่สามารถปรับปรุงตัวเองได้ หากคุณไม่เชื่อว่าคุณสามารถดีขึ้นกว่าเดิมได้

7. สร้างกล้ามเนื้อที่เรียกว่าพลังใจ
พลังใจเหมือนกับกล้ามเนื้อที่คุณสามารถฝึกได้ โดยการฝึกจิตใจหรือพลังใจนั้น คุณสามารถทำได้โดยหาอะไรสักอย่างที่ต้องเอาชนะใจตนเองทำ เช่น ตื่นนอนแต่เช้า ไม่สูบบุหรี่ งดของหวาน เป็นต้น และเมื่อคุณมีพลังใจเพิ่ม คุณก็จะเข้มงวดและท้าทายให้ตนเองทำในสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น

อย่างไรก็ตามกล้ามเนื้อที่เราเรียกว่าพลังใจนั้นสามารถอ่อนล้าได้เมื่อถูกใช้งานมากจนเกินไป เพราะฉะนั้นเวลาคุณตั้งเป้าหมายควรตั้งเพียงแค่เป้าหมายเดียวดูก่อน เพื่อเป็นการรักษาพลังใจเอาไว้ แต่ข่าวดีเมื่อคุณพลังใจหมดก็คือคุณสามารถเพิ่มกำลังใจให้กับตนเองได้ โดยการให้รางวัลที่ดีกับตนเอง หรือหาบุคคลตัวอย่างที่ดีในการควบคุมตนเอง

8. หลีกเลี่ยงสถานการณ์เสี่ยง
เวลาที่คุณตั้งเป้าหมายจะเลิกทำอะไรบางอย่าง คุณควรหลีกเลี่ยงเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่มีโอกาสให้คุณทำสิ่งนั้น เช่น หากคุณตั้งเป้าว่าจะเลิกแอลกอฮอล์ คุณก็ไม่ควรไปอยู่ตามร้านเหล้าถึงแม้คุณแค่คิดว่าจะไปนั่งเป็นเพื่อนเฉย ๆ ก็ตาม และจงจำไว้ว่าเอาไว้การหักดิบไปเลยมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่าการลดจำนวนและค่อย ๆ เลิก เพราะแบบหลังนั้นคุณต้องใช้ความพยายามในเลิกขาดมากขึ้นเมื่อคุณยังทำแบบนั้นไปเรื่อย ๆ

9. สร้างพฤติกรรมใหม่มาทดแทน
ในบทนี้ได้แบ่งวิธีการในการเลิกทำอะไรสักอย่างออกเป็น 3 แบบด้วยกัน ได้แก่ (1) สร้างพฤติกรรมทดแทน คือการหาพฤติกรรมเชิงบวกมาทำแทนพฤติกรรมเชิงลบ เช่น เวลาคุณรู้สึกเหงา คุณจะเปิดทีวีฟังข่าวแทน (2) การวางเฉย คือการเน้นขจัดความรู้สึกที่ไม่ต้องการออกไป และ (3) การปฏิเสธพฤติกรรม คือการที่คุณบอกกับตัวเองว่าจะไม่ทำการกระทำที่คุณไม่ต้องการ เช่น อย่าคิดถึงหมีขาว

ซึ่งมีผลงานวิจัยออกมาแล้วว่า การปฏิเสธพฤติกรรม (แบบที่ 3) นั้นนอกจะไม่ได้ผลแล้ว ยิ่งทำให้คุณทำตามสิ่งที่คุณคิดจะไม่ทำเสียอีก อย่างที่เรายกตัวอย่างไปว่า อย่าคิดถึงหมีขาว เชื่อว่าใครหลายคนก็ต้องคิดถึงหมีขาวอยู่ในใจเป็นแน่ ส่วนรูปแบบที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด แน่นอนว่าเป็นการหาพฤติกรรมใหม่มาทดแทน (แบบที่ 1) เพราะมันจะดึงความสนใจจากสิ่งที่คุณไม่อยากทำได้

5591 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น