คุณใช้สินทรัพย์เพื่อสร้างผลตอบแทน อย่างคุ้มค่า หรือยัง : เศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์

เมื่อธุรกิจจำเป็นต้องผลิตสินค้ามากขึ้นเพื่อรองรับคำสั่งซื้อจำนวนมาก หรือธุรกิจต้องขยายพื้นที่ เพื่อรองรับลูกค้าที่เพิ่มขึ้นมากจนมีคิวยาวรอนาน ผู้อ่านกำลังคิดว่าปัญหาแบบนี้แก้ง่ายมากใช่ไหมครับ

แค่เพิ่มกำลังการผลิต ซื้อเครื่องจักรใหม่ เช่าพื้นที่เพิ่มเติม ลงทุนซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ และจ้างพนักงานเพิ่มมาดูแล เรากำลังจะโตแล้ว ไม่ต้องกังวลอะไรลุยกันไปเลย และผู้อ่านเชื่อหรือไม่ว่า การขยายธุรกิจแบบไม่วิเคราะห์ ทำให้หลายธุรกิจต้องปิดตัวลงเร็วเกินคาด เมื่อความต้องการของลูกค้าไม่ยาวนานพอจะใช้สินทรัพย์นั้นจนให้ผลตอบแทนคุ้มค่าเงินลงทุน โดยเราจะต้องพิจารณาออกเป็น 2 ปัจจัยคือ ประเภทสินทรัพย์ที่จะลงทุน และความคุ้มค่า หรือผลตอบตอบที่จะได้รับ

ความหมายของคำว่า “สินทรัพย์” ในทางบัญชีคือ ทรัพย์สินของบริษัทที่ก่อให้เกิดประโยชน์และสร้างรายได้ให้กับบริษัทในอนาคต สินทรัพย์แบ่งได้เป็น 2 ประเภทได้แก่ สินทรัพย์หมุนเวียน เช่นเงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือหรือสต๊อกสินค้า  จะหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงภายในระยะเวลา 1 ปี และ สินทรัพย์ที่กล่าวถึงในย่อหน้าแรกคือ สินทรัพย์ประเภทไม่หมุนเวียน ได้แก่ ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ เป็นสินทรัพย์ที่มีอายุการใช้งานเกินกว่า 1 ปี และมีไว้ใช้ในการดำเนินงาน ไม่ได้มีไว้จำหน่าย

สำหรับการวัดความคุ้มค่าในสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนคือ ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์นั้นได้สร้างรายได้ และกำไรเท่าไรบ้างในแต่ละปี เช่น บริษัท รวมใจ จำกัด มีมูลค่าทางบัญชีของสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 เท่ากับ 15,000,000 บาท และรายได้รวมของปี 2559 เท่ากับ 45,000,000 บาท และกำไรสุทธิเท่ากับ 3,000,000 บาท

อัตราส่วนทางการเงินที่ใช้ในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์ได้แก่
(1) อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (Non-Current Asset Turnover Ratio) คือ รายได้รวม หารด้วย สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน จากตัวอย่างข้างต้น จะได้เท่ากับรายได้รวม 45,000,000 ล้านบาท หารด้วยสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 15,000,000 บาท เท่ากับ 3 เท่า แปลว่า ทุกๆ 1 บาทที่ลงทุนในสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน สามารถสร้างรายได้ 3 บาท แสดงว่ากิจการได้ใช้สินทรัพย์นั้นอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่าการลงทุน

(2) อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (Return on Non-Current Asset) คือการวัดว่าสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนนั้นสร้างกำไรสุทธิให้กับบริษัทเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ คำนวณได้ดังนี้ กำไรสุทธิ หารด้วย สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน จากตัวอย่างข้างต้นจะได้เท่ากับ กำไรสุทธิ 3,000,000 บาทหารด้วยสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 15,000,000 บาท จะเท่ากับ 20% แสดงว่า ลงทุนในสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนนี้จะให้อัตราผลตอบแทนกลับมา 20% อัตราผลตอบแทนยิ่งมากยิ่งดี อธิบายว่าสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนนั้นได้ให้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น

ถ้าอยากรู้ว่าอัตราส่วนนี้ดีหรือไม่ดีให้เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา หรือเปรียบเทียบอัตราส่วนนี้กับคู่แข่งขันทางตรง หรือเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม

ผมขอยกตัวอย่างค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมของธุรกิจการศึกษาระดับประถมศึกษา จากข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในปี 2558 มีนิติบุคคลในอุตสาหกรรมนี้ 236 กิจการ เหตุที่ใช้ตัวอย่างข้อมูลธุรกิจการศึกษาเพราะว่า สถานศึกษาลงทุนในที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างรายได้ และกำไร
ค่าเฉลี่ยของอัตราการหมุนของสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเท่ากับ 4.38 เท่า
และค่าเฉลี่ยของอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเท่ากับ 6.81 เปอร์เซ็นต์

ถ้าเปรียบเทียบกับตัวอย่างของบริษัท รวมใจ จำกัด สมมติว่าเป็นสถานศึกษาแห่งหนึ่ง เปรียบเทียบแล้วว่าการลงทุนในสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนมีประสิทธิภาพ 3 เท่า น้อยกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม 4.38 เท่า
ขณะที่บริษัท รวมใจ จำกัด บริหารสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนได้อัตราผลตอบแทน 20 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่า ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 6.81 เปอร์เซ็นต์

เรานำมาเปรียบเทียบเพื่อดูว่า ธุรกิจมีความสามารถในการใช้สินทรัพย์ให้เกิดประสิทธิภาพอย่างไรในสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน หรือหาวิธีใช้สินทรัพย์นั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่าที่สุด

อย่างไรก็ตามอัตราส่วนที่กล่าวมาใช้เป็นตัวชี้วัดว่า กิจการใช้สินทรัพย์ที่ผ่านมาอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ซึ่งจะประเมินว่าเงินลงทุนในสินทรัพย์ใหม่นั้นให้ความคุ้มค่าในอนาคตอย่างไร จะต้องวิเคราะห์ว่าสินทรัพย์นั้นจะสามารถสร้างรายได้ประมาณการเท่าไร และจะกลายเป็นเงินสดรับเมื่อไร จะต้องจัดทำเป็นงบประมาณเงินสด (Cash Budgeting)

เมื่อธุรกิจจะต้องขยายร้านเพิ่มขึ้น ธุรกิจจะต้องประมาณการให้ได้ว่าถ้าขยายร้านแล้วจะมีรายได้ และเงินสดรับเท่าไร  ธุรกิจจะต้องลงทุนซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ มีค่าปรับปรุงสถานที่ และมีค่าเช่าเพิ่มขึ้นเป็นเงินสดจ่ายออกไปเท่าไร แล้วนำเงินสดรับและเงินสดจ่ายมาหักลบกัน ถ้าหากพิจารณาแบบไม่สนใจมูลค่าของเงินตามเวลา (Time Value of Money คือ มูลค่าของเงินจะเปลี่ยนไปตามอัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่เปลี่ยนไป) เงินสดสุทธิ (เงินสดรับรวม ลบด้วย เงินสดจ่ายรวม) จะต้องมีค่าเป็นบวก จึงวางแผนว่าจะลงทุนในสินทรัพย์นั้น  อย่างไรก็ตามเพื่อความแม่นยำมากขึ้นควรจะพิจารณามูลค่าของเงินตามเวลาด้วย

และเมื่อคำนวณว่าได้รับเงินสดสุทธิต่อเดือน จะนำมาคำนวณกับเงินลงทุนในสินทรัพย์นั้นจะทราบว่าธุรกิจจะคืนทุน (Payback Period) กี่เดือน เช่นถ้าลงทุนในสินทรัพย์ 10,000,000 บาท เงินสดสุทธิต่อเดือนเท่ากับ 500,000 บาท คำนวณโดย 10,000,000 บาท หารด้วย 500,000 บาทต่อเดือน จะได้เท่ากับ 20 เดือน คือระยะเวลาคืนทุนในสินทรัพย์

โดยสรุปแล้วจะพิจารณาลงทุนสินทรัพย์ให้คุ้มค่านั้นจะต้องวิเคราะห์ว่า ธุรกิจใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ โดยการใช้อัตราส่วนทางการเงินมาเปรียบเทียบ และถ้าจะลงทุนในสินทรัพย์ใหม่จะต้องประมาณการเงินสดรับ เงินสดจ่าย และคำนวณเงินสดสุทธิจากการลงทุน เพื่อพิจารณาว่าจะให้ผลตอบแทนเป็นบวก และคืนทุนในระยะเวลาที่ต้องการหรือไม่  ธุรกิจจะต้องใช้เงินทุนอย่างคุ้มค่าและมีเหตุผลมากขึ้น

11350 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น