ยุทธศาสตร์พัฒนา “ตลาด” ดึงนักท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ‘Local Economy’

ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยพึ่งพารายได้จากเครื่องยนต์หลัก 4 ตัวทั้งจากรายได้ภาคการส่งออก การลงทุน การบริโภคภายในประเทศ และการท่องเที่ยว แต่ภายหลังจากเศรษฐกิจโลกประสบปัญหาชะลอตัว ส่งผลให้รายได้จากภาคส่งออก ซึ่งเป็นสัดส่วน 70-80 % ของจีดีพีหดตัวลง ส่งผลไปถึงรายได้ภาคการลงทุนและการบริโภคในประเทศให้ชะลอตัวลงไปด้วย ด้วยเหตุหลายประเทศจึงได้ปรับนโยบายเศรษฐกิจ โดยหันมามุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้กับภายใน หรือเรียกว่า ‘เศรษฐกิจท้องถิ่น’ (Local Economy) เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และรักษาความสมดุลลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเศรษฐกิจภายนอก

รัฐบาลอัดแผนหนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น
ในส่วนของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาได้ให้ความสำคัญกับการผลักดัน Local Economy อย่างมาก โดยมอบหมายให้ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กำหนดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น รวมถึงทั้งอัดฉีดเม็ดเงินงบประมาณลงไปในพื้นที่ เช่นเมื่อต้นปี 2560 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบหลักการโครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ อนุมัติงบประมาณในการดำเนินโครงการ ในกรอบวงเงิน 35,000 ล้านบาทสนับสนุนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง  79,566 กองทุน เพื่อลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในหมู่บ้าน ส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมในท้องถิ่นที่จะช่วยให้ความเป็นอยู่ในหมู่บ้านและชุมชนให้ดีขึ้น

ปัจจัยสำคัญที่ต้องเร่งขับดัน ‘Local Economy’ เพราะรัฐบาลตระหนักดีว่า ปัจจุบันความสามารถแข่งขันผลิตและส่งออกสินค้าทำได้ยากขึ้น การค้าสินค้าแบบเดิมกำลังล้าสมัย ไทยเริ่มเสียเปรียบ ดังนั้น นโยบายขาหนึ่งจึงต้องเร่งผลักดันสู่เศรษฐกิจ 4.0 โดยใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนภาคส่วนต่างๆ  และนโยบายอีกขาหนึ่ง มุ่งการแก้ไขปัญหาความยากจน ลดปัญหาความเลื่อมล้ำ จากการที่ผ่านมารัฐบาลในอดีตมักให้ความช่วยเหลือเกษตรกรด้วยโครงการอุดหนุนราคาสินค้าเกษตร เช่น โครงการจำนำข้าวแต่เมื่อโครงการสิ้นสุดลงไป รายได้ที่เกิดกับประชาชนก็ไม่ยั่งยืน

ดังนั้น สิ่งแรกที่ต้องขับเคลื่อนจากนี้ คือ การให้เกษตรกร เพิ่มมูลค่าผลิตสินค้าได้หลายหลาย เพิ่มประสิทธิภาพ และต้นทุนต้องถูกลง ซึ่งจะทำให้ชุมชนเข้มแข็ง โดยผ่านนโยบายการพัฒนา Local Economy

โดยมอบหมายนโยบายให้กระทรวงการท่องเที่ยว และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ส่งเสริมนักท่องเที่ยวเข้าไปยังชุมชน ทำให้ตลาดชุมชน  พร้อมทั้งสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์เร่งจัดตั้งตลาดกลางทั่วไป และตลาดกลางสินค้าเฉพาะ โดยคัดเลือกตัวแทนกลุ่มจังหวัดที่มีสินค้าที่มีเอกลักษณ์ของท้องถิ่น เพื่อเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว ดึงนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมการผลิต สร้างรายได้ให้กับประชาชนในจังหวัด ตั้งเป้าหมายให้เห็นเป็นรูปธรรมให้ได้ภายใน 3-6 เดือน

ใส่เกียร์เดินหน้า Local Economy
คุณสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์  ซึ่งก้าวมาตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ไม่นานนัก กล่าวถึง นโยบายเร่งด่วนในการปั้น Local Economy ว่าเป็นภารกิจหลัก เพราะที่ผ่านมารัฐบาลตระหนักถึงปัญหาเศรษฐกิจ และกำลังซื้อในประเทศไม่ดี แนวทางแก้ไขคือการใช้กลวิธีที่เรียกว่า ‘ตลาดชุมชน’ เป็นตัวนำขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น

แนวคิดนี้อธิบายได้ว่า หากชุมชนได้มีผลผลิต หรือมีสินค้าที่ผลิตจากชุมชน จะต้องมีที่ขาย แต่ตลาดไม่ใช่ตลาดเชิงโครงสร้าง แต่ต้องเป็นจุดศูนย์กลางในการ ดึงนักท่องเที่ยวมาลงในชุมชนกระตุ้นให้เกิดความต้องการซื้อลงไปในท้องถิ่น (Local Demand) ทำให้สินค้าที่ผลิตได้จากชุมชน (Local Supply) ขายได้โดยใช้กลไกตลาด เป็นตัวเคลื่อนก็น่าจะเป็นการทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่หมุน โดยจะต้องตามน้ำ เพราะวันนี้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเติบโตมากขึ้น มียอดนักท่องเที่ยว 32 ล้านคน จะทำอย่างไรที่จะกระจายนักท่องเที่ยวลงไปสู่พื้นที่ต่างๆ ไม่ใช่กระจุกแต่ในเพียงบางจังหวัด

ผลดีของนโยบายนี้ หากสามารถดึงนักท่องเที่ยวเข้าไปสร้างกำลังซื้อในพื้นที่ไปสู่สินค้าท้องถิ่น ผู้ผลิตก็ไม่จำเป็นต้องขนสินค้ามาขายนอกพื้นที่ ซึ่งมีอุปสรรคมาก  ประโยชน์ที่จะได้รับ คือ 1) ทำให้เศรษฐกิจข้างล่างหมุน 2) รักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ให้ได้ หากไม่มีกำลังซื้อก็ไม่มีคนทำต่อสืบทอด ซึ่งสอดรับกับทิศทางรัฐบาลที่ทำอยู่แล้ว

ชูตลาดต้องชมดึงการท่องเที่ยวท้องถิ่น
ล่าสุด คุณวิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ถึงการดำเนินโครงการพัฒนาตลาดชุมชน ‘ตลาดต้องชม’ ว่าในปี 2559 สามารถเปิดได้ 76  แห่งในพื้นที่ 76 จังหวัด และในปี 2560 วางเป้าหมายจะเปิดเพิ่มได้อีก 76  แห่ง โดยจะส่งเสริมผู้ประกอบการตลาดก้าวสู่ตลาดออนไลน์ ตามนโยบายไทยแลนด์  4.0

ส่วนตลาดเฉพาะอย่างเรามี 2 อย่างด้วยกัน คือตลาดกลางผลไม้ ในพื้นที่ จ. จันทบุรี ระยอง และตราด และตลาดสินค้าประมง ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี และจ.กระบี ซึ่งเป็นการดึงจุดแข็งด้านทรัพยากรและสินค้าในท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่มาเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว สร้างเป็นจุดท่องเที่ยวที่เรื่องราวและมีกิจกรรมขึ้นมา และตลาดกลางข้าวสาร ซึ่งจะมีการเปิดนำร่อง 1 แห่งในปีนี้ เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับวางจำหน่ายสินค้าข้าวสารให้กับเกษตรกร โรงสี และผู้ส่งออก และเป็นจุดแลกเปลี่ยนข้อมูลและพบปะผู้นำเข้าที่จะเดินทางมาสั่งซื้อข้าวสารในไทย

ก้าวต่อไปหลังจากการสร้างตลาดสำเร็จแล้ว กระทรวงพาณิชย์มีแนวคิดที่จะยกระดับมาตรฐานตลาด เช่นเดียวกับมาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรม โดยอยู่ระหว่างการวางแนวทางว่าตลาดแต่ละประเทศควรมีมาตรฐานอย่างไรบ้าง เช่น ตลาดสด ต้องมีตราชั่งกลาง  ป้ายแสดงราคา ต้องมีชั้น การระบบบริหารจัดการขยะ ระบบประหยัดพลังงานอย่างไร เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้ออีกด้วย

หอการค้าหนุนท่องเที่ยวท้องถิ่น
คุณกลินท์ สารสิน ประธานหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกล่าวว่า  ในขณะนี้หอการค้าไทยมีแผนจัดทำ ‘โครงการ 1 หอการค้าจังหวัด 1 ท่องเที่ยวชุมชน’ จากก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวโครงการไทยเท่ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเป็นการพัฒนาธุรกิจบริการท่องเที่ยวให้สอดรับนโยบายบริการ 4.0 คือ การนำเอาวัฒนธรรมมาบวกกับความคิดสร้างสรรค์ และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมให้เกิดรายได้ในภาคบริการมากขึ้นเช่นเดียวกับที่ประเทศที่พัฒนาแล้วหลาย ๆ  ประเทศ

ทั้งนี้ หากไทยผลักดันโครงการนี้สำเร็จ จะส่งผลดีต่อห่วงโซ่ Value Chain ในส่วนของการท่องเที่ยวซึ่งมีธุรกิจเกี่ยวข้องจำนวนมาก ทั้งกลุ่มร้านอาหาร โรงแรม ขนส่ง ร้านขายของที่ระลึก  และที่สำคัญหากมีโครงการนี้ 76 จังหวัดนั่นหมายถึงจะต้องมีแหล่งท่องเที่ยวชุมชนอย่างน้อย 76 แหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่ได้รับการปรับปรุงให้ได้มาตรฐาน และมีการออกแบบดีไซน์ สร้างเรื่องราว (Story) ดึงอัตลักษณ์ต่างๆ ของชุมชนออกมา และส่งผลดีต่อคนในท้องถิ่น

พอสรุปเห็นภาพว่า ‘นโยบายการผลักดันเศรษฐกิจท้องถิ่น’ ของรัฐบาลประยุทธ์ เป็นยุทธศาสตร์ที่มีชั้นเชิงเปรียบเสมือนเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ไม่เพียงจะช่วยกระตุ้นให้เกิดรายได้ลงสู่ชุมชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญา และวิถีความเป็นไทยที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นไว้อีกด้วย

สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษา Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333

2836 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น