SME ขาดแคลนเงินทุน จะเติบโตได้อย่างไร : เศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์

ผู้ประกอบการ SME หรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มักจะมองธุรกิจตัวเองเล็กตามชื่อ และกล่าวน้อยใจเสมอว่าเพราะมีเงินทุนจำกัด จึงไม่สามารถเติบโตได้ ซึ่งลืมไปว่าการทำธุรกิจเริ่มต้นจากไอเดีย บวกกับโอกาส และความสามารถในการเข้าถึงโอกาสนั้น เงินทุนเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยการขับเคลื่อนธุรกิจ

งานหลักของที่ปรึกษาด้านการวางแผนกลยุทธ์ และจัดทำแผนธุรกิจ ที่ผู้เขียนใช้เป็นพื้นฐานในการให้คำปรึกษา จะไม่ตั้งต้นการปรึกษาด้วยเงินทุนที่ต้องการ แต่จะเริ่มพิจารณาจากรูปแบบธุรกิจ (Business Model) กำหนดเป้าหมายในการทำธุรกิจ วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค หรือเรียกกันว่า SWOT Analysis และศึกษาความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) นำมาสู่การวางกลยุทธ์ธุรกิจ ตั้งแต่การจัดทัพทีมผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน กำหนดกลยุทธ์การตลาด วางแผนปฏิบัติงาน และจึงมาวางโครงสร้างทางการเงิน แหล่งใช้ไปของทุน และแหล่งที่มาของทุน ประมาณงบประมาณ เพื่อตอบว่าต้องการเงินทุนเท่าไร เมื่อไร และบริหารเงินอย่างไรให้คุ้มค่า ปิดสุดท้ายด้วยแผนป้องกันความเสี่ยง

SME ส่วนมากที่ไม่ได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากสถาบันการเงิน เพราะไม่มีแผนธุรกิจชัดเจน ไม่สามารถตอบว่า เงินทุนที่ต้องการนั้นไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร และไม่สามารถแสดงความมั่นใจว่าจะชำระคือเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยได้อย่างไร

เมื่อ SME ต้องพบกับความยุ่งยาก และกระบวนการขั้นตอนที่ไม่รู้ว่าจะเตรียมอย่างไร จึงมองหาแหล่งเงินทุนอื่นๆ ที่น่าจะได้เงินทุนมาใช้ก่อน ไปสู่หนี้นอกระบบ มองข้ามต้นทุนทางการเงิน หรือดอกเบี้ยที่สูงลิ่ว และคิดเผื่อว่า ขอให้ได้เงินมาหมุนก่อน เดี๋ยวจะมีเงินกลับมาคืนได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะติดกับดักหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นำเงินกู้หนึ่งไปปิดเงินกู้เก่าที่อาจจะชำระได้เพียงดอกเบี้ยขั้นต่ำ แล้วทำอย่างไรจะหลุดพ้นไปได้ล่ะ  ธุรกิจแทนที่จะเติบโตในแง่ของสินทรัพย์ หนี้สินกลับเติบโตมากขึ้นจนไม่รู้ว่า สินทรัพย์ที่มีนั้นจะสามารถสร้างเงินมาจ่ายชำระหนี้ได้หมดหรือไม่

แม้รัฐบาลจะมีโครงการช่วยเหลือ SME ให้หลุดพ้นจากหนี้นอกระบบ หรือโครงการช่วยเหลือการค้ำประกันสินเชื่อเมื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเพียงพอก็ตาม ผู้ประกอบการ SME ที่ไม่เข้าใจหลักการบริหารธุรกิจอย่างมีแบบแผนขั้นตอน ไม่มีแผนธุรกิจ หรือไม่มีแผนการใช้เงินเพื่อความอยู่รอดและเติบโตได้ ผู้ประกอบการ SME เหล่านั้นก็จะไม่สามารถได้รับความช่วยเหลือ

ในกรณีที่กิจการประสบปัญหายอดขายลดลง ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น แบกรับค่าใช้จ่ายจำนวนมาก การพิจารณาหาเงินทุนมาปลดล็อกปัญหานั้นเพื่อการอยู่รอด และเติบโตได้นั้น ผู้เขียนขอให้ผู้ประกอบการพิจารณาเป็นขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. เข้าใจปัญหา ผู้ประกอบการควรหาสาเหตุของปัญหาของธุรกิจที่แท้จริงก่อน เช่น ทำไมยอดขายลดลง เพราะความนิยมในสินค้าลดลง หรือมีคู่แข่งขันมาแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาด เป็นต้น และที่สำคัญยิ่งกว่าปัญหาธุรกิจ ผู้ประกอบการต้องยอมรับกับปัญหานั้น มีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งบางทีปัญหาอาจจะมาจากวิธีการทำงาน หรือทัศนคติของผู้ประกอบการเอง

2. ค้นหาแนวทาง ผู้ประกอบการมีทางเลือกในการแก้ปัญหาอย่างไรบ้าง เช่นสินค้าไม่เป็นที่นิยมแล้ว จะต้องมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือควรปรับปรุงสินค้าเดิมให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป หรือเพิ่มช่องทางในการขายใหม่ๆ แนวทางแก้ปัญหาต่างๆ จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ซึ่งผู้ประกอบการจะได้อธิบายวัตถุประสงค์ในการขอสินเชื่อ หรือหาเงินทุนจากนักลงทุนอื่นๆ โดยกำหนดเป้าหมายว่า ถ้ามีค่าใช้จ่ายในลักษณะนี้ จะสามารถสร้างผลตอบแทนเป็นมูลค่าเท่าไร หรือได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็นอัตราเท่าไร

3. ปรับวิธีการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวทางแก้ปัญหา เช่นปรับทีมทำงานให้สอดคล้องกับงานใหม่ เช่นอบรมเพิ่มทักษะความรู้ หรือจ้างงานผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ที่ปรึกษามาช่วยเหลือ (ระบุเป็นวัตถุประสงค์ในการขอสินเชื่อเพื่อเงินทุนหมุนเวียนได้) ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนเครื่องจักรในการดำเนินงานเพื่อสามารถแข่งขันได้ จะต้องพิจารณาเรื่องความคุ้มค่าของเงินทุนและผลตอบแทนคาดหวัง

ในอีกกรณีนึง ธุรกิจที่มีรูปแบบธุรกิจสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง อธิบายโครงสร้างต้นทุนได้ มีกลุ่มลูกค้าจำนวนมาก หรือมีแฟนคลับติดตามอยู่ ซึ่งธุรกิจจำเป็นต้องขยายสาขารองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการนั้นมีปัญหาเรื่องขาดเงินทุนในการขยายด้วยตนเอง

หนึ่งในกลยุทธ์การขยายธุรกิจที่ได้รับความนิยมคือ ระบบแฟรนไชส์ หรือ ระบบการบริหารสาขาที่เจ้าของธุรกิจหรือเจ้าของแบรนด์นั้นไม่ต้องลงทุนเอง ไม่ต้องจ้างงานเอง แต่ได้ขายสิทธิและรูปแบบการทำงานให้กับผู้สนใจ หรือที่เรียกว่า แฟรนไชส์ซี ซึ่งเจ้าของแฟรนไชส์จะอบรมและดูแลแฟรนไชส์ซีให้สามารถดำเนินธุรกิจจนได้รับผลประโยชน์อย่างต่อเนื่อง โดยแฟรนไชส์ซีจะจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ซี สำหรับการได้รับสิทธิทำธุรกิจนั้น และชำระค่ารอยัลตี้เพื่อตอบแทนเจ้าของแฟรนไชส์ที่ดูแลและช่วยส่งเสริมให้เกิดรายได้ตามเป้าหมาย  ดังนั้น ระบบแฟรนไชส์ จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถขยายสาขา ขยายธุรกิจได้เพิ่มมากขึ้น โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนตนเอง ลดปัญหาในการก่อหนี้สินเพิ่มเติม

ดังนั้น การขาดแคลนเงินทุนในการเติบโตนั้น  ผู้ประกอบการต้องสามารถอธิบายได้ว่า ธุรกิจกำลังประสบปัญหาอะไร มีแนวทางแก้ปัญหาคืออะไร และจะต้องใช้เงินทุนในการแก้ปัญหานั้นเท่าไร และต้องสามารถพิสูจน์ให้ได้ว่ามีความสามารถในการชำระหนี้ได้อย่างไร และถ้าธุรกิจมีรูปแบบที่มีโอกาสเติบโต การขยายธุรกิจด้วยระบบแฟรนไชส์ คือหนึ่งในกลยุทธ์ที่กิจการสามารถขยายธุรกิจได้โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนตนเอง

6997 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น