จีนเปิดแผนยุทธ์ศาสตร์ใหม่ One Belt One Road หวังเป็นผู้นำเชื่อมโลกเป็นหนึ่งเดียว

ยุทธ์ศาสตร์ One Belt One Road หรือ นโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง เป็นนโยบายสำคัญของการพัฒนาประเทศจีน ภายใต้การบริหารของ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง

ในสุดสัปดาห์นี้ คณะทูตของประเทศต่างๆ และผู้นำธุรกิจจำนวนมาก มีกำหนดจะเดินทางไปรวมตัวกันที่กรุงปักกิ่ง เพื่อประชุมหารือกันเป็นเวลา 2 วันในเรื่อง โครงการ “One Belt, One Road” หรือโครงการ “หนึ่งภูมิภาคพัฒนาในถนนเส้นเดียวกันข้างหน้า” ของจีน

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จีนได้ก้าวขึ้นมาอย่างรวดเร็วเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก และขณะนี้ประเทศที่มีพลเมืองมากที่สุดในโลกกำลังจะเพิ่มบทบาทอิทธิพลของตนในเวทีโลก โดยยกระดับการลงทุนของตนที่มีอยู่มหาศาลเข้าไปในโครงการ “One Belt, One Road” หรือโครงการ “หนึ่งภูมิภาคพัฒนาในถนนเส้นเดียวกันข้างหน้า”

โครงการที่เกิดจากการริเริ่มของจีนมีแนวคิดที่จะเชื่อมทวีปเอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา เข้าด้วยกันเพื่อส่งเสริมการค้าและการพัฒนา โดยในสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้ คณะทูตานุทูตของประเทศต่างๆ และผู้นำธุรกิจจำนวนมาก มีกำหนดจะมารวมตัวกันที่กรุงปักกิ่ง เพื่อประชุมหารือกันเรื่องโครงการนี้ของจีนเป็นเวลา 2 วัน

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนได้ประกาศโครงการนี้เป็นครั้งแรกในปี 2013 ซึ่งต่อมาในภายหลังได้ถูกกำหนดให้เป็น 1 ใน 3 นโยบายยุทธศาสตร์หลักของจีน โดยมีสาระรายละเอียดบรรจุเป็นบทหนึ่งในแผนพัฒนาประเทศ 5 ปีฉบับปัจจุบันที่จะสิ้นสุดในปี 2020

ภายใต้โครงการ “One Belt, One Road” ภูมิภาคเอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา จะเชื่อมกันเป็นโครงข่ายด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง ที่มีถนน ท่าเรือ ระบบรางรถไฟ ท่อส่งน้ำมันและแก๊ซ สนามบิน โรงผลิตไฟฟ้า และสายใยแก้วนำแสง เป็นตัวเชื่อมโยงประเทศต่างๆในภูมิภาคที่อยู่ภายใต้โครงการนี้

ข้อมูลของ Oxford Economics ระบุว่าโครงการ “One Belt, One Road” จะครอบคลุมพื้นที่ใน 65 ประเทศ ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันเท่ากับ 1 ใน 3 ของ GDP ของโลก และมีพลเมืองรวมกัน 4,500 ล้านคนหรือเท่ากับ 60% ของประชากรโลก

โครงการนี้ถือเป็นนโยบายส่วนหนึ่งของจีนที่จะขยายบทบาทอิทธิพลของตนในเวทีโลก โดยการสร้างระบบสาธารณูปโภคที่ทันสมัยที่สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและส่งเสริมการค้าในภูมิภาคที่อยู่ในแนว “One Belt, One Road” ดังกล่าว

นอกจากนี้ โครงการนี้จะสร้างอานิสงส์ให้กับจีน โดยการช่วยพัฒนาภูมิภาคตะวันตกของประเทศนี้ ซึ่งยังอยู่ในฐานะด้อยพัฒนา โดยการเชื่อมโยงภูมิภาคนี้ให้เข้ากับประเทศเพื่อนบ้าน และในระยะยาว โครงการนี้จะช่วยเพิ่มและขยายช่องทางของจีนในการเข้าถึงแหล่งพลังงานในประเทศอื่นด้วย

โครงการนี้มีโอกาสที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในจีน โดยการเพิ่มอุปสงค์สำหรับสินค้าจีนในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยรองรับและผ่อนคลายกำลังการผลิตส่วนเกินที่เป็นปัญหาของอุตสาหกรรมหนักในจีนอยู่ในขณะนี้ ถึงแม้ว่านักวิเคราะห์จะมองว่าผลพลอยได้ในส่วนนี้จะยังมีค่อนข้างน้อย

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าจีนมีโอกาสที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำของโลก ในตำแหน่งที่เคยเป็นของสหรัฐ ซึ่งขณะนี้ดูเหมือนจะขอสละสิทธิ์ในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศให้สหรัฐถอนตัวออกจากข้อตกลงหุ้นส่วนภาคพื้นปาซิฟิค (Trans-Pacific Partnership – TPP)

เท่าที่ผ่านมา ผู้นำจีนได้แสดงท่าทีที่จะสวมบทบาทของการเป็นผู้นำของโลกให้มากขึ้น โดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้กล่าวในสุนทรพจน์เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ในงานประชุมของ World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ที่มีใจความสนับสนุนระบบโลกาภิวัตน์ พร้อมกับเรียกร้องให้มีการร่วมมือระหว่างประเทศให้มากขึ้น

และคุณหลี่ เคอเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน กล่าวในบทความหนึ่งในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน เรียกร้องให้ประเทศต่างๆใช้นโยบายเศรษฐกิจในลักษณะที่เปิดเสรีมากขึ้น

“ประเทศไทย” กับผลกระทบต่อ ยุทธ์ศาสตร์ใหม่ One Belt One Road: ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการไทย มองว่า นโยบายนี้ คือโอกาสในการทำการค้าระหว่างไทยกับจีนได้มากขึ้น แต่ในอีกมุม ที่น้อยคนไม่ได้พูดถึงนั้นคือ “การถูกทุนจีนครอบงำ” หากไทย ยังไม่มีการพัฒนาขีดความสามารถของนวัตกรรมในอุตสาหกรรมต่างๆโดยเฉพาะภาคการเกษตร ที่เป็นอุตสาหกรรมหลักของไทย

จากยุทธ์ศาสตร์ One Belt One Road ทาง ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ให้ความเห็นว่า ” สิ่งที่เราต้องจับตามองนั้นคือ ทุนจีนจะเข้ามาไทยมากขึ้น ซึ่งไทยจะพึงพาตลาดจีนอย่างเดียวไม่ได้ ถ้าหากเป็นเช่นนั้น ไทยจะถูกทุนจีนเข้าครอบงำ ดังนั้นหนทางแก้ไข ผู้ประกอบการไทย ควรพัฒนา นวัตกรรมสินค้า และหาพันธ์มิตรจากประเทศอื่นๆเข้ามาร่วมธุรกิจด้วย โดยขั้นตอนของยุทธศาสตร์นี้ จีนจะเน้นความสัมพันธ์กับรัสเซีย และ การเดินทะเล ไปเส้นทางอาเซียน คำถามคือ เราจะลงทุนอะไร ภายใต้เม็ดเงินกว่า1.4ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

วันนี้หลายประเทศโดยเฉพาะ ยุโรปเดินถอยหลังกับการค้าเสรี ทำให้จีนต้องเดินหน้า ทำให้จีนถูกบีบให้เดินหน้า ทำให้เอเซียนและไทยเป็นตลาดหลักทันที แต่จีนก็เลือกตลาดเช่นกัน เช่น อุตสาหกรรมการเงิน จีนอาจจะเลือกประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ ส่วนอุตสาหกรรมก่อสร้าง จีนอาจจะเลือกไทย หรือ อินโดนีเซีย อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จีนอาจจะเลือก มาเลเซีย ส่วนอุตสาหกรรม เกษตร แน่นอนว่าจีนต้องเลือกไทยอย่างแน่นอน ซึ่งผู้ประกอบการสินค้าเกษตรต้องเร่งพัฒนาสินค้า บริการต่างๆ เพื่อเข้ามาถ่วงดุลกับจีน และทำให้จีนต้องพึงพาสินค้าของเรา ซึ่งวันนี้รัฐเน้นนโยบาย4.0อยู่แล้ว วันนี้เราต้องไม่อยู่เฉยๆลอยตามนโนบาย แต่ต้องใช้เวลานี้ปรับปรุงและพัฒนาสินค้าเกษตรของไทยให้มีคุณภาพมากขึ้น

8540 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น