ยูโรโปลตั้งเฉพาะกิจ ไล่ล่ามือปล่อย’มัลแวร์เรียกค่าไถ่’

“มัลแวร์เรียกค่าไถ่” ยังระรานทั่วโลก ตำรวจอังกฤษตั้งหน่วยเฉพาะกิจเพื่อตามล่า ในขณะที่สหรัฐฯออกเตือนหน่วยงานต่าง ๆ อย่ายอมจ่ายเกรงข้อมูลธนาคารจะถูกโจมตี ผู้เชี่ยวชาญเตือนอาจมีการโจมตีรอบใหม่พร้อมแนะทางป้องกันง่ายๆ “อัพเดตระบบปฏิบัติการไมโครซอฟต์”

มัลแวร์เรียกค่าไถ่” ยังรังควานไม่เลิก หลายประเทศกระทบถ้วนหน้า สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติยุโรป(ยูโรโปล) ประกาศตั้งหน่วย สืบสวนเฉพาะกิจทางอาชญากรรมไซเบอร์ ตามล่ามือปล่อยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ ขณะที่สหรัฐฯเตือน อย่ายอมจ่ายเงินค่าไถ่ เพราะเสี่ยงที่คนร้ายจะได้ข้อมูลทางธนาคารไปด้วย ด้านเซียนไซเบอร์เตือนอาจเกิดการโจมตีระลอกใหม่ พร้อมแนะทางป้องกันง่ายๆ “อัพเดตระบบปฏิบัติการไมโครซอฟต์” ส่วนกระทรวงดิจิทัลฯ ไทยพร้อมรับมือ-แก้ปัญหามัลแวร์เรียกค่าไถ่ ย้ำผู้ใช้คอมพิวเตอร์อย่าเปิดอีเมลที่ไม่รู้จักแหล่งที่มา ขณะที่ไทยยังไม่พบความเสียหาย

หลังจากเกิดการแพร่กระจายของมัลแวร์วันนาคราย (WannaCry) ในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟต์ วินโดวส์ ไปทั่วโลกมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดมัลแวร์ดังกล่าวจะไม่สามารถเปิดใช้งานข้อมูลใดๆได้เลย เว้นแต่ยอมจ่ายเงินสกุลดิจิทัลเสมือนจริง “บิตคอยน์” เป็นมูลค่า 300-600 บิตคอยน์ (ประมาณ 10,500-21,000 บาท) เพื่อให้ได้รับรหัสมาปลดล็อก จนกลายเป็นความปั่นป่วนไปค่อนโลกเมื่อมีคอมพิวเตอร์ทั้งหน่วยราชการและเอกชน กว่า 100 ประเทศ ซึ่งรวมถึงสำนักงานสุขภาพแห่งชาติอังกฤษ กระทรวงมหาดไทย และธนาคารเอสเบอร์แบงก์ของรัสเซีย ไปจนถึงบริษัทสื่อสารคมนาคมโวดาโฟนในสเปน และบริษัทรับส่งสินค้าชื่อดังเฟดเอ็กซ์ของสหรัฐอเมริกา เจอมัลแวร์ตัวร้ายนี้เข้าไปล็อกการใช้งานข้อมูล

ต่อมาเมื่อวันที่ 14 พ.ค. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้ากรณีการโจมตีทางโลกไซเบอร์ ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยปรากฏมาว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติยุโรป หรือยูโรโปล เปิดเผยว่า การโจมตีชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อนครั้งนี้ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือระดับนานาชาติในการสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ซึ่งทางยูโรโปล ได้จัดตั้งหน่วยสืบสวนเฉพาะกิจทางอาชญากรรมไซเบอร์ เพื่อนำร่อง หรือสนับสนุนการสืบสวนเหตุการณ์ครั้งนี้

ขณะที่กระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิแห่งชาติสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์เตือนว่า ผู้ใช้ที่ถูกมัลแวร์เรียกค่าไถ่เจาะระบบ ไม่ควรที่จะยอมจ่ายเงินตาม คำขู่ ที่ว่าจะต้องยอมจ่าย 300 บิตคอยน์ เพื่อแลกกับการปลดล็อก เพราะไม่มีอะไรมารับประกันว่า จ่ายเงินไปแล้วระบบคอมพิวเตอร์จะได้รับการปลดล็อกหรือไม่ และมีโอกาสความเป็นไปได้ด้วยว่า การจ่ายเงินอาจจะทำให้คนร้ายได้ข้อมูลทางธนาคารของผู้ใช้ไปด้วย

ส่วนนักวิจัยทางไซเบอร์วัย 22 ปี ที่ระบุชื่อบนโลกออนไลน์ของตัวเองเพียงว่า “มัลแวร์เทค” (MalwareTech) ซึ่งเป็นผู้ค้นพบจุดอ่อนและจัดการสกัดการแพร่กระจายของมัลแวร์วันนาคราย จนทำให้การโจมตีของวันนาครายลดลงอย่างทันตา กล่าวเตือนว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการโจมตีขึ้นอีก อาจจะเป็นช่วงวันที่ 15 พ.ค. หรือต้นสัปดาห์นี้ เพราะเหตุการณ์ครั้งนี้มีเงินเป็นเดิมพันมหาศาล ไม่มีเหตุผลอะไรที่คนร้ายจะหยุดการโจมตี และแน่นอนมีความเป็นไปได้ที่ว่าคนร้ายจะรู้จุดอ่อนของมัลแวร์วันนาครายเวอร์ชั่นแรกแล้ว อาจอัพเดตเขียนโปรแกรมใหม่ ให้มีความร้ายกาจกว่าเดิม จนวิธีแก้ไข ที่ตัวเองค้นพบใช้ไม่ได้ผล สิ่งเดียวที่ตนแนะนำคือรีบทำการอัพเดตระบบปฏิบัติการไมโครซอฟต์ ให้เป็นเวอร์ชั่นปรับปรุง เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เพราะเวอร์ชั่นดังกล่าว ทางไมโครซอฟต์ ได้อุดช่องโหว่ ไม่ให้มัลแวร์วันนาคราย หรือมัลแวร์อื่นในลักษณะเดียวกันเจาะระบบได้

วันเดียวกัน บริษัทไมโครซอฟต์ ได้ตัดสินใจปล่อยอัพเดตแก้ไขดังกล่าว ให้แก่ผู้ใช้ระบบปฏิบัติการรุ่นเก่าอย่างไมโครซอฟต์ เอ็กซ์พี (Microsoft XP) และรุ่นอื่นๆแล้ว แม้ว่าก่อนหน้านี้ทางไมโครซอฟต์เคยประกาศหยุดให้การสนับสนุนผู้ใช้ระบบไมโครซอฟต์ รุ่นเอ็กซ์พีทั้งหมด ซึ่งตัวไฟล์อัพเดตนี้จะครอบคลุมถึงการอัพเดต เดือน มี.ค. อุดช่องโหว่การถูกเจาะระบบจากมัลแวร์

อนึ่ง การโจมตีของมัลแวร์วันนาครายครั้งนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่า มีคอมพิวเตอร์ทั่วโลกมากกว่า 125,000 เครื่องได้รับผลกระทบ และจากการตรวจสอบกระแสหมุนเวียนของเงินบิตคอยน์ทางออนไลน์ ทำให้เชื่อได้ว่า คนร้ายหรือกลุ่มคนร้ายอาจได้เงินเรียกค่าไถ่เบื้องต้น ไปประมาณ 22,080 ปอนด์ หรือราว 986,000 บาท หรืออาจจะมากกว่านั้น ส่วนประเทศที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่แค่ชาติตะวันตกอย่างเดียว โดยข้อมูลของทีมวิจัยไซเบอร์บริษัทแคสเปอร์สกีของรัสเซีย พบว่ามีคอมพิวเตอร์ในไทย เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย รวมถึงจีน ก็ถูกมัลแวร์วันนาครายเล่นงานเช่นกัน

765 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น