สหภัณฑ์ เซ็นจูรี่ OEM ด้วยนวัตกรรมอุตสาหกรรมอาหาร “Retort Pouch”

หาช่องทางการตลาดที่เจ้าใหญ่ไม่ทำ เน้นนวัตกรรมเป็นคีย์สำคัญ “Retort Pouch” เทคโนโลยีทางการอาหารและบรรจุภัณฑ์ที่สามารถผลิตอาหารให้มีคุณภาพ เพิ่มอายุการเก็บรักษา ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการพัฒนาและวิจัย

บริษัท สหภัณฑ์ เซ็นจูรี่ จำกัด บริหารงานโดย ทรงวิทย์ หงสประภาส ตำแหน่งผู้จัดการ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ได้เล่าถึงที่มาของการทำธุรกิจ ว่าเป็นการต่อยอดทำธุรกิจของครอบครัว โดยก่อนหน้านี้เคยขายยา รุ่นต่อมาเป็นแป้งและยาสีฟันสมุนไพร ปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 3 ซึ่งทำเกี่ยวกับเรื่องอาหาร สอดคล้องกับที่ตัวเองนั้นเรียนจบมาทางด้าน Food Science Innovation Management เริ่มธุรกิจมาได้ประมาณ 5 ปี

ซึ่งในปีแรกที่เปิดทำโรงงานมีการลงทุนในการเซ็ตอัพรวมถึงจ้างบุคลากร แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ จึงมองหาช่องทางว่าทำอย่างไรธุรกิจจึงจะไปได้ มีทำการปรับแผน Business Model สร้างความแตกต่าง หาช่องว่างทางการตลาดที่เจ้าใหญ่ไม่ทำ โดยมีนวัตกรรมเป็นคีย์สำคัญ

สู้เจ้าใหญ่ต้องใช้นวัตกรรม
คุณทรงวิทย์เลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับธุรกิจ คือ “Retort Pouch” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางการอาหารและบรรจุภัณฑ์ที่สามารถผลิตอาหารให้มีคุณภาพ โภชนาการสูง และช่วยเพิ่มอายุการเก็บรักษาได้แม้อยู่ในอุณหภูมิที่ปกติจุดเด่นของนวัตกรรม  Retort Pouch คือการใช้ความร้อนสูงในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่ง Pouch คือถุงหรือซองที่ใช้บรรจุสิ่งของ Retort Pouch จึงหมายถึง ภาชนะบรรจุปิดผนึกสนิทและมีความแข็งแรงสามารถทนต่อความร้อนและความดันสูงได้ ซึ่งอาหารที่ผ่านการฆ่าเชื้อนั้นจะสามารถเก็บรักษาได้ในเวลานานมากกว่า 2 ปี และพร้อมรับประทาน ปราศจากสารกันบูด อยู่ได้โดยไม่ต้องแช่เย็น

“มองจากธุรกิจเราที่เป็นระดับเล็ก หากสู้กับเจ้าใหญ่ที่ทำในส่วนของแช่เย็นแช่แข็งหรืออาหารกระป๋องคงลำบาก เพราะมีเรื่องการขนส่งและจัดเก็บที่ต้องใช้งบประมาณสูง จึงมองเรื่องการรีทอร์ต แม้ต้นทุนต่อหน่วยจะสูงแต่เรื่องการบริหารจัดการนั้นสามารถควบคุมได้” คุณทรงวิทย์กล่าว
โดยทำการรับจ้างผลิตสินค้าอาหารแปรรูปพร้อมรับประทาน รวมถึงบรรจุภัณฑ์ โดยรับจ้างผลิตให้แก่ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารในระดับต่าง ๆ อาทิ ผู้ประกอบการที่ต้องการมีผลิตภัณฑ์อาหารรีทอร์ตเป็นของตนเอง ร้านค้า-ร้านอาหาร ที่ต้องการความสะดวกในการบริหารจัดการภายในครัว ตลอดจนผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์อาหาร โดยเน้นการทำตลาดในประเทศไทย

ผนึกกำลัง สวทช.พัฒนาการวิจัย
สหภัณฑ์ เซ็นจูรี่ เพิ่มความเป็นนวัตกรรมเพื่อสร้างความแตกต่าง มีการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ คือ สวทช. ซึ่งจะช่วยในการวิจัยและทดลอง ส่วนทางบริษัททำการขยายส่วนเพื่อให้ผลิตต่อได้เป็นอุตสาหกรรมอาหาร สินค้านวัตกรรมที่ลงตัวสมบูรณ์

“เราจะดูแลเรื่องการผลิตเป็นหลัก โดยใช้นวัตกรรมรีทอร์ตเข้ามาช่วย ร่วมมือกับ สวทช.ซึ่งจะช่วยวิจัยเพื่อให้มีประเภทอาหารหลากหลายมากขึ้น หากไม่มีการช่วยวิจัยตรงนี้อาจทำได้แค่อาหารจำพวกแกงอย่างเดียว” คุณทรงวิทย์กล่าว

จุดเด่นในด้านธุรกิจของสหภัณฑ์ เซ็นจูรี่ คือรับจ้างผลิตด้วยนวัตกรรมรีทอร์ตเพาซ์ โดยมีการพุดคุยร่วมกันทั้ง 3 ส่วน คือ ลูกค้า บริษัท และทีมวิจัย ซึ่งจะช่วยให้มีความเข้าใจในการทำงานว่าจะผลิตอะไร พัฒนาสินค้าได้ในระดับไหน ขั้นตอนการผลิต อุปกรณ์ต่างๆ ในโรงงาน รวมทั้งงบประมาณตอบโจทย์การผลิตสินค้าตามที่ลูกค้าต้องการหรือไม่

“มุมของนักวิจัยจะมองข้ามเรื่องงบประมาณ โดยมุ่งเน้นให้ได้สินค้าที่ดีที่สุด แต่หากเราได้คุยกับผู้ประกอบการจะทำให้รู้ว่าทำได้ในระดับไหน ดังนั้นการทำงานควบคู่กันไปทั้ง 3 ส่วนจึงมีความสำคัญ”

นวัตกรรม ตัวช่วย SME สู่ความยั่งยืน
คุณทรงวิทย์กล่าวว่า นวัตกรรมได้สร้างมิติใหม่ในการทำธุรกิจ การที่SMEจะสู้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ต้องอาศัยช่องว่างทางการตลาดจากจุดนี้ ทางบริษัทจึงมีลูกค้าที่เป็นSMEมาจ้างผลิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีการปรับในกระบวนการผลิตของโรงงานให้อยู่ในระดับที่ผู้ประกอบการสามารถเริ่มธุรกิจได้ ซึ่งในตลอด 5 ปีที่ผ่านมารับจ้างผลิตมาโดยตลอด จนธุรกิจเริ่มอยู่ตัว มียอดรายได้ต่อปีเกิน 10 ล้านบาท ปัจจุบันมีการพัฒนาสร้างสินค้าเป็นของตนเองในปีที่ผ่านมา คือข้าวมธุปายาสและครีมดิ๊ปทุเรียน ที่เป็นอาหารเพื่อสุขภาพในสูตรความเป็นไทย

แนวทางในอนาคตเน้นพัฒนาต่อไปเพื่อให้การรีทอร์ตใช้ได้กว้างมากกว่าเดิม เช่น ขยายไปในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ ต้องการเป็นศูนย์กลางการรีทอร์ตที่หลากหลาย ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหารได้หลากหลายประเภท พัฒนาจากเดิมหรือเจ้าอื่นที่ก่อนหน้านี้อาจทำได้เพียงอาหารประเภทแกงเท่านั้น

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่
ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ละเลยความสำคัญของการพัฒนาและวิจัย มองถึงเรื่องการขายเพียงอย่างเดียว สำหรับSMEหากจะอยู่รอดได้นั้นต้องมีความแตกต่างจากเจ้าใหญ่ มีจุดขาย ซึ่งนวัตกรรมสามารถช่วยได้ ส่วนในเรื่องงบประมาณในการวิจัยนั้นหากไม่มีสามารถขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานของรัฐได้ เช่น สวทช.นั้นมีนโยบายในการสนับสนุนSME ทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องใช้เงินลงทุนวิจัยเอง 100%

ส่วนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจธุรกิจด้านนวัตกรรม คือต้องมีคอนเซ็ปต์ที่ชัดเจน อย่าหวังพึ่งทีมวิจัยหรือ OEM มากเกินไป เมื่อมีโจทย์ที่ชัดเจนจะพัฒนาต่อและผลิตได้ง่าย ต้องรู้จุดแข็งของสินค้าตัวเอง รวมถึงทิศทางการตลาด ผลิตสินค้ามาแล้วขายได้หรือไม่ ขายให้ใคร ศึกษาช่องทางการจำหน่าย ที่ผ่านมาผู้ประกอบการที่ไม่ประสบความสำเร็จคือขาดการทำการบ้านเหล่านี้

“นอกจากนี้ยังต้องมีสายป่านที่ยาว เพราะการพัฒนานวัตกรรมต้องใช้เวลา SMEหน้าใหม่ที่ออกจากงานมาทำหรือผู้ประกอบการที่ไม่มีธุรกิจอื่นประคองและทุนสำรองในระยะยาวนั้นมีโอกาสรอดยาก” คุณทรงวิทย์กล่าวทิ้งท้าย
สนใจธุรกิจ : บริษัท สหภัณฑ์ เซ็นจูรี่ จำกัด โทร : 0-2521-5188, 08-6885-8683

สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษา Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้านทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333

23415 Total Views 2 Views Today
แสดงความคิดเห็น