ธุรกิจเกษตร-อาหาร ปรับตัวเข้าสู่ ยุค 4.0

รัฐบาลมุ่งส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมอย่างมาก โดยจะเห็นได้จากการกำหนดโมเดล ‘ไทยแลนด์ 4.0’ มุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเปลี่ยนกระบวนทัศน์ 3 ด้าน คือ เปลี่ยนจากการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่สินค้าเชิงนวัตกรรม เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศดด้วยอุตสาหกรรมไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม และเปลี่ยนจากการเน้นภาคผลิตไปสู่การเน้นภาคบริการ

การขับเคลื่อนเครื่องยนต์ ‘ไทยแลนด์ 4.0‘ จำเป็นต้องดึงความได้เปรียบจากทรัพยากรที่ประเทศไทยมีอยู่มาใช้พัฒนา สร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ช่วยเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถแข่งขันให้ประเทศ รัฐบาลจึงได้กำหนด 5 กลุ่มเทคโนโลยีเพื่ออนาคตขึ้น ประกอบด้วย กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ, กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์, กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกล โดยใช้เทคโนโลยีระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม, กลุ่มดิจิทัล เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่างๆ ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว และกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ออกแรงผลัก 5 กลุ่มเทคโนโลยีเพื่ออนาคต โดยกำหนดมาตรการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุด ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี 9 พ.ค.2560 ได้อนุมัติแนวทางการส่งเสริม’การวิจัยและพัฒนา’ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยผ่านโครงการความร่วมมือระหวางภาครัฐและเอกชน หรือ ประชารัฐ เพื่อให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลงทุนวิจัยและพัฒนามากขึ้น

เกษตร-อาหาร-เทคโนโลยีชีวภาพ 4.0 รุ่ง
ในส่วนธุรกิจเกษตร อาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมเพื่ออนาคต ถูกกล่าวถึงอย่างมาก ด้วยความที่ไทยมีจุดแข็งด้านการผลิตสินค้าเกษตร และมีรายได้จากภาคเกษตรคิดเป็น 10% ของจีดีพีของประเทศ ทั้งยังมีแรงงานในภาคเกษตร 30% ของทั้งประเทศ ด้วยเหตุนี้ เมื่อใดที่สินค้าเกษตรทะลักออกมาสู่ตลาดและเกิดปัญหาราคาตกต่ำ จะเป็นแรงกดดันสำคัญต่อการทำงานของรัฐบาล ดังนั้นการมุ่งแก้ไขปัญหาด้านราคาสินค้าเกษตรจึงเป็นเป้าหมายแรกของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย

เมื่อเร็วๆ นี้ หลายคนเริ่มพูดถึง ‘ยุค 4.0’ ซึ่ง ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจในภาคเกษตร อาหาร ว่าหากมีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรของไทย และธุรกิจที่เกี่ยวข้องในภาคการผลิต

 ก่อนอื่นหากย้อนกลับไปทำความเข้าใจก่อนว่า ยุกเกษตร 1.0-3.0 ก่อนว่าเป็นอย่างไร
ยุคเกษตรกรรม 1.0 เป็นยุคการทำเกษตรกรรมสมัยดั้งเดิมที่เน้นการใช้แรงงานคนและแรงงานสัตว์เป็นหลัก
ยุคเกษตรกรรม 2.0 เป็นยุคที่เริ่มพัฒนาและใช้เครื่องมือเครื่องจักรเข้ามาช่วย ทำให้มีผลผลิตมากขึ้น
ยุคเกษตรกรรม 3.0 เป็นยุคที่มุ่งเน้นการพัฒนาผลผลิต และการแปรรูปวัตถุดิบ เพื่อการส่งออก
ยุคเกษตรกรรม 4.0  คือ ยุคนี้ซึ่งเป็นยุคที่เกษตรกรและธุรกิจมุ่งเน้นในนวัตกรรมและเทคโนโลยีเชื่อมต่อ ในการวางแผนการผลิต และการทำการตลาด

ดาวเทียมเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาภาคเกษตร   
ต้องยอมรับว่าปัญหาหนึ่งที่สินค้าเกษตรไทยมักมีราคาตกต่ำ เกิดจากการที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันคราวละมากๆ ภาครัฐจึงมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีด้านภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อใช้ในการคาดการณ์ผลผลิต สำหรับเตรียมมาตรการรับมือผลผลิตเกษตร

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิศาสตร์สารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ระบุว่า  หลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำในช่วงที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันจำนวนมาก เพราะไทยยังขาดข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถวางแผนบริหารจัดการผลผลิตเชื่อมโยงกับการวางแผนการทำตลาดได้

แต่ขณะนี้การใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม ได้มีการพัฒนามากขึ้น และมีราคาต่ำลง  จึงสามารถนำเทคโนโลยีนี้ มาใช้สำรวจพื้นที่ใดปลูกผลผลิตทางการเกษตรประเภทใดได้เหมาะสม และสามารถดึงข้อมูลดังกล่าวออกมาคำนวณระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวและคาดการณ์ผลผลิตล่วงหน้าได้ ซึ่งขณะนี้ ทาง GISTDA ได้เริ่มนำร่องใช้กับสินค้าเกษตร 4 ชนิด คือ ข้าวโพด อ้อย ข้าว และมันสำปะหลัง นอกจากข้อมูลพื้นที่ปลูกแล้ว ยังสามารถระบุจำนวนโรงงานในพื้นที่ ซึ่งสามารถนำไปใช้วางแผนการออกใบอนุญาตโรงงาน ให้สอดรับกับวัตถุดิบได้  เช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้วหลายๆ ประเทศ อย่างหน่วยงานกระทรวงเกษตรสหรัฐ (USDA) ก็ใช้ดาวเทียมเช่นเดียวกับไทย

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่เพื่ออ่านข้อมูล วิเคราะห์และใช้ประโยชน์จากข้อมูลดาวเทียม โดยเชื่อมโยงกับทำงานของภาครัฐ  Digital Government หรือ e-Government

นวัตกรรมสินค้าเกษตรแก้ปัญหาราคาต่ำ
นอกจากนี้ ปัจจัยสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรมักจะขายสินค้าได้ราคาต่ำ เพราะไทยมุ่งเน้นขายสินค้าเกษตรขั้นพื้นฐาน ซึ่งเก็บเกี่ยวผลผลิตออกมาพร้อมกันและมีอายุการเก็บรักษาสั้น จึงทำให้ได้มูลค่าต่ำ

ด้วยเหตุนี้ธุรกิจภาคเกษตรจึงมีการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ เพื่อต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร ตลอดจนการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใช้ชีวิตด้วยความรีบเร่ง รวดเร็ว  ซึ่งเราได้รวบรวมมานำเสนอดังนี้

1) ‘โกวิทย์  สิทธิยศ’  ผู้ช่วยประธานบริหาร บริษัทซันสวีท จำกัด  เผยว่าจากการที่ส่งออกข้าวโพดมาตั้งแต่ปี 2540 แต่ได้หันกลับมาทำตลาดในประเทศไทยด้วยต้องการให้เป็นที่รู้จักภายในประเทศ เพื่อการขยับเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ประมาณ กลางปี 2560 โดยได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ ข้าวโพดฝักพร้อมทาน ในถุงสุญญากาศภายใต้แบรนด์ KC (king of corn) เป็นสินค้าที่คนไทยรู้จักกันดี มีขายอยู่ทั่วไป แทบจะทุกชุมชน แต่มักพบปัญหารสหวานของข้าวโพดไม่สม่ำเสมอ จึงได้พัฒนาสินค้าเพื่อทำให้ข้าวโพดหวานทุกฝัก และขยายช่องทางการขายไปยังร้านสะดวกซื้อ ให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

2) ‘มนต์ชัย แซ่ว่อง’ จากบริษัท ไทยแอดวานซ์ อะกรีเทค จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์ “ชุดปลูกพืชแนวตั้ง”ที่คว้ารางวัลสุดยอดนวัตกรรม 7innovation Awards 2017 ด้านเศรษฐกิจ ประเภทนักประดิษฐ์ ระบุว่า ผลิตภัณฑ์กระถางปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แนวตั้ง ถือเป็นนวัตกรรมเพื่อธุรกิจ ซึ่งได้ออกแบบมาเพื่อช่วยประหยัดพื้นที่ในการปลูกพืช สอดรับกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันที่ประชาชนอยู่ในพื้นที่จำกัด เช่น คอนโดมิเนียม ซึ่งอาจจะมีพื้นที่ว่างเพียงบริเวณระเบียงห้อง หรือบริเวณหน้าบ้าน สามารถปลูกผักได้หลายชนิด

ทั้งนี้ ผลตอบรับผลิตภัณฑ์นี้สามารถขยายตลาดทั้งในประเทศและตลาดส่งออกได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ศรีลังกา อินเดีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ฯลฯ ในปี 2559 สามารถสร้างยอดขายได้มากกว่า 3.3 ล้านบาท โดยยอดขายส่วนใหญ่มาจากตลาดส่งออกถึง90% ส่วนอีก 10% เป็นยอดขายในประเทศ

3) ‘ทัดณัฐ ฉันทธรรม์’ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สไมล์ บลู จำกัดเจ้าของแบรนด์แมลงทอดกรอบ “ไฮโซ” กล่าวว่า จุดเริ่มต้นการทำธุรกิจนวัตกรรมอาหาร เกิดขึ้นหลังจากเริ่มศึกษาตลาดแมลง พบว่ามีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และข้อมูลจาก FAO บอกว่า แมลงมีโปรตีนสูงและจะกลายเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญในอนาคต โดยเฉพาะโนเวลฟู้ดในต่างประเทศโต จึงมองเห็นตลาด โอกาส และความต้องการของผู้บริโภค ปัจจุบันความต้องการของตลาดในประเทศและต่างประเทศยังไม่เพียงพอ

4) ‘ศักดา  ศรีแสงนาม’  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจริญอุตสาหกรรม จำกัด  หรือเดิมชื่อ กิจการจิ้นฮ่วย  ระบุว่า  บริษัทมีสินค้าอาหารที่ทำตลาดทั้งในประเทศสัดส่วน 16%  และต่างประเทศ  84%  ปัจจุบันมี 4  ประเภทสินค้าด้วยกัน คือ ปลากระป๋อง  ผลไม่อบแห้ง  และสินค้าอาหารทานเล่น (สเนค) ผลไม้ทอด  เป็นสินค้าที่พัฒนาโดยนำเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้เพิ่มเติม เพื่อเพิ่มรายสินค้าและคุณภาพของสินค้าให้มากขึ้น และอยู่ระหว่างพัฒนาสินค้ามะม่วงออร์แกนิกส์ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เน้นด้านสุขภาพ

ทั้งนี้ มองว่า โอกาสของสินค้านวัตกรรมอาหารยังมีแนวโน้มที่ดี เพราะความต้องการสินค้าในกลุ่มอาหารยังมีการเติบโตขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ปีที่ผ่านมารายได้ของบริษัทเติบโตกว่า 1,700  ล้านบาท  ขณะที่ปี 2560  ก็มองว่าน่าจะขยายตัวได้มากกว่าปีที่ผ่านมาจากการพัฒนาสินค้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตลาดส่งออก ซึ่งบริษัทส่งออกสินค้าไป 58 ประเทศทั่วโลก เช่น  สหรัฐอเมริกา  ยุโรป เอเชีย  จีน ญี่ปุ่น  และอาเซียน เป็นต้น

5) ‘วิศิษฐ์  ลิ้มลือชา’ รองประธานกรรมการ บริษัท มหาบูรพาผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ผู้ผลิต และ ส่งออกผักผลไม้กระป๋อง  กล่าวว่า บริษัทวางงบประมาณลงทุน 20 ล้านบาท ในการพัฒนาเทคโนโลยีมาปรับใช้ในสายการผลิตเพื่อรองรับการส่งออกในปี 2560  มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของบรรจุภัณฑ์  ผลิตภัณฑ์ใหม่  พร้อมจะเพิ่มสินค้าใหม่  3-4  รายการ  ในกลุ่มผัก  ผลไม้ ซึ่งจะเปิดตัวภายในปีหน้า เพื่อรองรับตลาดใหม่  เช่น  ตลาดเอเชีย  ตลาดอาเซียน จากตลาดเดิม  เช่น  สหรัฐ  ยุโรป  เป็นต้น   และมุ่งเน้นพัฒนาสินค้าใหม่ที่น่าจะสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าในอนาคต เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ  ทั้งในกลุ่มผู้สูงอายุ  ผู้ออกกำลังกาย  เป็นต้น

6) ‘สุวัฒน์  โสภาศรีพันธ์’  กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซนคิทเช่นฟู้ดส์ จำกัด  ผู้ประกอบกิจการประเภทการผลิตซุปน้ำซุปและอาหารพิเศษ  กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาพัฒนาสินค้า เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค่าที่เพิ่มขึ้น โดยมองจะทำตลาดในกลุ่มอาหารสำเร็จรูปเพื่อเจาะตลาดใหม่ๆ หลังจากที่บริษัทก่อตั้งมาได้ประมาณ 3  ปี  และหันมาผลิตสินค้าภายใต้ แบรนด์ ศรีพันเมื่อประมาณ 1  ปีที่ผ่านมา  ส่วนใหญ่ 98% เน้นทำตลาดภายในประเทศให้กับร้านอาหาร  และประมาณ 2%  ทำตลาดส่งออก  สินค้าหลักๆจะเป็นซอสและน้ำจิ้ม 8  รายการ เช่น   น้ำจิ้มไก่  น้ำจิ้มสุกี้  น้ำจิ้มซีฟู๊ด  เป็นต้น

สำหรับการส่งออกสินค้าของบริษัททำตลาดได้ประมาณปีเศษ ภายใต้แบรนด์ของตัวเอง โดยมีตลาดส่งออกหลักที่ เกาหลี  สิงคโปร์  ขณะนี้จะขยายตลาดออกไปสู่ ดูไบ  และกลุ่มประเทศ CLMV  นอกจากนี้บริษัทยังรับผลิตสินค้า หรือ OEM  จากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ  เช่น  มาเลเซีย  รัสเซีย  เป็นต้น

7)   ‘ชัยรัตน์ คงศุภมานนท์’ รองประธานกรรมการ บริษัท กรีนเดย์ โกลบอล จำกัด กล่าวว่า  บริษัท ผลิตและจำหน่ายสินค้าผักและผลไม้อบกรอบเป็นขนมขบเคี้ยว แบรนด์    “Greenday”  ต่อยอดจากธุรกิจเดิมที่มีส่งสินค้าอาหารแปรรูปของดอง เช่น หน่อไม้ พริก มะม่วง และมะกอก รวมถึงอาหารแช่แข็งมาหลายสิบปี สินค้านี้ได้พัฒนาโดยใช้ระบบทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถคงคุณค่าทางอาหารไว้ได้มาก ซึ่งเหมาะกับกระแสผู้บริโภคที่รักสุขภาพในขณะนี้

โดยมียอดขายในปี 2558 มูลค่า 300 ล้านบาท เป็นตลาดในประเทศ และส่งออกไปยังหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เมียนมา และฟิลิปปินส์ และไปยังตลาดสหรัฐฯ สหภาพยุโรป รัสเซีย และจีนด้วย

‘จงรัก ธนูพันธุ์ชัย’ หุ้นส่วนผู้จัดการ หจก. ลูกจงรัก กล่าวว่า ธุรกิจการแปรรูปไอศกรีมจากข้าวกล้องงอก เพื่อสุขภาพ ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะนอกจากจะมีรสชาติดีตามธรรมชาติแล้วผลิตภัณฑ์ยังมีจุดแข็งที่สามารถดึงสารต้านอนุมูลอิสระ มีคุณค่าทางโภชนาการ มีปริมาณไขมันต่ำลดการเกิดโรค ซึ่งตรงตามกระแสความต้องการของผู้บริโภคที่รักสุขภาพมากขึ้น จึงมีตลาดรองรับมากขึ้น

9) ‘กาญจนา หนูแก้ว’ รองผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท แมนเอ โฟรสเซน ฟูดส์ จำกัด ระบุว่า บริษัทฯ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ลูกชิ้นปลาซาลาเปาสอดไส้เห็ดหอมผสมคอลลาเจน ออกมาต่อยอดจากเดิมที่ผลิตลูกชิ้นปลา และซูริมิที่ผลิตเพื่อจำหน่ายให้ภัตตาคาร ร้านอาหารภายในประเทศ และส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรป ลาว มาเลเซีย ทั้งนี้ ธุรกิจแปรรูปอาหารทะเล ถือเป็นการต่อยอดจากธุรกิจเดิมซึ่งเป็นธุรกิจเรือประมง โรงงานน้ำแข็ง และโรงงานปลาป่น ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2533

10) ‘ธนธรรศ สนธีระ’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามเนเชรัล โปรดักซ์ ระบุว่า  ทางบริษัท ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ซีรั่มจากน้ำมันปลาฉลาม ซึ่งได้รับรางวันสุดยอดนวัตกรรม 7 Innovation Award 2014 โดยมีจุดแข็งช่วยการใช้วัตถุดิบจากน้ำมันจากตับของปลาฉลาม ซึ่งมีสารอาหารที่ช่วยบำรุงผิว และจะมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยอาศัยการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการหลากหลายเช็คเม้น เช่น การลดเลือนริ้วรอย กลุ่มไวท์เทนนิ่ง และกลุ่มป้องกันรังสียูวี นวัตกรรมถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ

จากกลุ่มตัวอย่างผู้ผลิตและพัฒนานวัตกรรม ทั้ง 10 ราย นี้จะเห็นว่าผู้ประกอบการตระหนักดีว่าการพัฒนานวัตกรรม และการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ใหม่จากภาคเกษตร ไม่เพียงจะเป็นการต่อยอดจากวัตถุดิบเกษตรที่ไทยมีอยู่ และใช้ประโยชน์จากมาตรการส่งเสริมการวัจัยและพัฒนาของรัฐเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสในการทำกำไรให้เอกชนได้อย่างมหาศาลอีกด้วย

สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษา Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333

7140 Total Views 10 Views Today
แสดงความคิดเห็น