ไทยดึงดึงMETI-ไคดันเรนผลักดัน 10 อุตสาหกรรม S-curve

“อุตตม”กล่อม METI-ไคดันเรน สนับสนุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง พัฒนาอุตสาหกรรม S-curve เพื่อให้ SME ไทยได้ก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลก พร้อมเข้าสู่ยุคดิจิทัล 4.0

คุณอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวง METI ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นว่า ทั้ง 2 ประเทศ จะร่วมมือสนับสนุนยกระดับอุตสาหกรรมไทยไปในทิศทางไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งญี่ปุ่นเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลกในการนำหลักการ Connected Industry หรือการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่เข้ากับอุตสาหกรรม SME เพื่อเข้าถึงกระบวนการผลิตสมัยใหม่ การผลิตข้ามประเทศ และระดับโลก หรือ Global Value Chain มากขึ้น

ในการนี้จะทำให้บริษัทไทยได้เข้าถึงช่องทางการผลิตที่ทันสมัย ซึ่งรัฐมนตรี METI แจ้งว่าญี่ปุ่นยินดีที่จะให้การสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมทุกระดับ และ SME ของไทย ให้สามารถปรับปรุงกระบวนการผลิตและเปลี่ยนผ่านก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้ โดยภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นมีองค์ความรู้ที่เป็นคู่มือในเรื่องการปรับตัวในมิติต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อุตสาหกรรมเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมอุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอากาศยาน และอุตสาหกรรมอาหาร นายอุตตม กล่าว

นอกจากนี้ METI พร้อมที่จะผลักดันให้บริษัทญี่ปุ่นทั้งที่เป็นยักษ์ใหญ่ เช่น บริษัทฮิตาชิ และบริษัทที่เป็น SME เข้ามาลงทุนหรือขยายการลงทุนในอีอีซีร่วมกับประเทศไทย

สำหรับการลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง(Memorandumof Intent) ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมของไทย กับกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น โดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีให้เกียรติเป็นสักขีพยาน ถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองฝ่ายได้มีพันธสัญญาจับมือกันอย่างเป็นทางการ โดยมีความร่วมมือใน 2 ประเด็นหลัก คือ

1) ความร่วมมือในการพัฒนา 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curve) ซึ่ง METI ญี่ปุ่นพร้อมจะให้การสนับสนุนกิจกรรมการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยโดยเฉพาะ 10 อุตสาหกรรม S-curve ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนไทยไปสู่ Industry 4.0 ซึ่งญี่ปุ่นเรียกแนวคิดนี้ว่า Connected Industries ที่นำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ผสมผสานกับเทคโนโลยีอุตสาหกรรมให้เป็นรูปแบบของการทำงานอย่างชาญฉลาด (smart) เพื่อให้เกิดการตัดสินใจในการทำงานได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ และทันเวลา ทั้งในรูปแบบการจัดการด้วยมนุษย์ และการจัดการด้วยระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติตลอดห่วงโซ่คุณค่า นอกจากนี้ METI ยังคาดหวังว่าเมื่อมีการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมแล้ว ไทยจะเป็นข้อต่อที่สำคัญในห่วงโซ่การผลิตที่เชื่อมโยงสู่ CLMVT หรืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion-GMS) ขยายไปสู่อาเซียน และห่วงโซ่การผลิตของโลกต่อไปด้วย

2) ความร่วมมือด้านแผนงานอีอีซี โดยทั้งสองฝ่ายจะผลักดันให้เกิดการหารือร่วมกันระหว่างกลุ่มธุรกิจญี่ปุ่นและหน่วยงานภาครัฐของประเทศไทย เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายและการดำเนินโครงการการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอีอีซี โดยการเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้กับนักลงทุนญี่ปุ่นที่มีศักยภาพ ในขณะที่ METI ญี่ปุ่นจะช่วยสนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลให้กับนักลงทุนญี่ปุ่นด้วย โดยสำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC Office ที่มี ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เป็นเลขาธิการ จะเป็นหน่วยประสานอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนญี่ปุ่นที่จะลงทุนในพื้นที่อีอีซี เพื่อให้นักลงทุนญี่ปุ่นมั่นใจว่าจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี นอกจากนี้ METI ยังเชิญให้คณะฝ่ายไทยไปเยี่ยมชม Kobe Biomedical Innovation Cluster ณ เมืองโกเบ แคว้นคันไซ เพื่อศึกษาแนวทางนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะนำมาประยุกต์ใช้กับการขับเคลื่อนอีอีซีของไทยด้วย

ดร.อุตตม ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการเร่งด่วนภายใต้อีอีซีที่จะเริ่มดำเนินการในปี 2560 ซึ่งญี่ปุ่นมีความสนใจเป็นพิเศษในการสนับสนุนและร่วมลงทุนว่ามีจำนวน 5 โครงการ คือ 1) การก่อสร้างสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินเชิงพาณิชย์แห่งที่ 3 2) การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง (ช่วงกรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง) 3) การพัฒนาท่าเรือ 3 ท่าเรือ (แหลมฉบัง-สัตหีบ-มาบตาพุด) 4) โครงการดึงดูดอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 S-curve และ 5) การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco-Cities) รวมทั้งได้มีการหารือถึงแนวทางความร่วมมือในด้านการวิจัยพัฒนา และการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่มีการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ด้วย

ทั้งนี้ การประชุมหารือและการลงนามบันทึกแสดงเจตจำนงดังกล่าว จะช่วยเชื่อมโยงเศรษฐกิจของไทยกับญี่ปุ่นโดยเฉพาะกลุ่ม อุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคต ให้สามารถจับมือกันเพื่อก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกในยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืนต่อไป

1976 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น