ถอดรหัสนโยบาย “One Belt One Road”

จีนถือเป็นคู่ค้าสำคัญเบอร์ 1 ของไทย โดย ในปี 2559 มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 2,324,297 ล้านบาท หรือคิดเป็น 16.1% กับการค้าจากทั่วโลก ดังนั้นเมื่อจีนมีการปรับเปลี่ยนนโยบาย หรือขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ย่อมมีผลต่อไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้

ล่าสุดการประกาศนโยบาย “One Belt One Road” (OBOR) หรือหนึ่งแถบหนึ่งเส้น หรือเส้นทางสายไหมยุคใหม่ ถือว่ามีผลต่อไทยเช่นกัน

นโยบาย OBOR เป็นความริเริ่มมาจากแนวคิดของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงของจีนกับอีก 64 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมจำนวนประชากรราว 4,500 ล้านคน มี GDP รวมกันกว่า 23 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 30 ของโลก

รัฐบาลจีนพยายามจะส่งเสริมความเชื่อมโยงทั้งทางบก ประกอบด้วย เส้นทางสายไหมทางเศรษฐกิจ จำนวน 3 เส้นทาง และทางทะเล ซึ่งประกอบด้วย เส้นทางสายไหมทางทะเลในศตวรรษที่ 21 จำนวน 2 เส้นทาง เพื่อเชื่อมระหว่างอาเซียน เอเชีย แอฟริกา และยุโรป โดยมีการเชื่อมโยงความร่วมมือในหลายด้าน อาทิ ความร่วมมือด้านนโยบาย การเสริมสร้างสมรรถนะ การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน และความร่วมมือด้านการเงิน ซึ่งมีจีนเป็นจุดศูนย์กลาง

ยุทธศาสตร์รายภูมิภาคของจีน
ภายใต้นโยบาย OBOR จีนได้กำหนดตำแหน่งทางยุทศาสตร์ของแต่ละภูมิภาคไว้อย่างชัดเจน ประกอบด้วย ภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ที่จะเชื่อมไปยังประเทศในเอเชียกลาง ใต้ และตะวันตก ตลอดจนเชื่อมไปยังรัสเซียในด้านเหนือ โดยมีมณฑลซินเจียงเป็นมณฑลหลัก

ในส่วนภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ ถูกกำหนดให้เป็นระเบียงเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่จะเชื่อมไปยังอาเซียน สำหรับมณฑลภาคกลางของประเทศ ถูกกำหนดให้เป็นเส้นทางการเชื่อมโยงหลักในการเชื่อมกับภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศโดยเน้นการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมอีกทั้งยังมีกำลังแรงงานเป็นจำนวนมากเพื่อรองรับการพัฒนา

และสุดท้ายมณฑลทางภูมิภาคชายฝั่งด้านตะวันออก เป็นพื้นที่ๆ มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เป็นที่ตั้งของท่าเรือชายฝั่งและศูนย์กลางด้านการบินระหว่างประเทศ

ชูธงไทยแลนด์ 4.0 – EEC 
เมื่อเร็วๆนี้ รัฐบาลจีนได้จัดการประชุม ‘Belt and Road for International Cooperation’ หรือ BRF  โดยเชิญผู้นำจากทั่วโลก 130 ประเทศ เพื่อหารือถึงแนวทางการผลักดันนโยบาย OBOR ในหลายประเด็นด้วยกัน เช่น ด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ ความสามารถในการผลิต การเงิน การค้าและการลงทุน เป็นต้น ทั้งยังจะมีการจัดตั้งคณะทำงานในสาขาต่างๆ ขึ้นมา เพื่อผลักดันโครงการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ตลอดจนการจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือด้านการลงทุนด้วย

คุณอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ของรัฐมนตรีจากประเทศไทยได้เดินทางเข้าร่วมการประชุม BRF  พร้อมทั้งแสดงจุดยืนทางนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ว่าได้ให้การสนับสนุนแนวคิดนโยบายดังกล่าว เนื่องจากสอดคล้องกับนโยบายของไทยที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงในภูมิภาค (Connectivity) ทั้งทางบก ทางอากาศ และทางทะเล เพื่อให้ไทยเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน

โดยนโยบายของไทยที่จะดำเนินการควบคู่ไปกับนโยบาย OBOR ของจีนได้ ก็คือ โครงการภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ Made in China 2025 ที่เน้นเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงและสินค้านวัตกรรม ซึ่งสามารถร่วมกันเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ได้

นอกจากนี้ ยังมีโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ในอนาคตจะกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญยิ่งของเอเชีย โดยจะเป็นศูนย์กลางในการคมนาคม เป็นจุดขนส่งและกระจายสินค้า เป็นที่ตั้งอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค และยังเป็น Gateway สำคัญของนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนชาวจีนที่จะเข้ามาใช้ EEC ในการเป็นฐานการผลิตเพื่อกระจายสินค้าไปสู่กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ไทยวางหมากร่วม OBOR
คุณอภิรดี ระบุอีกว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าหากการเชื่อมโยงตามเส้นทาง OBOR ที่เชื่อมต่อเศรษฐกิจจีนเข้ากับเศรษฐกิจของหลายภูมิภาคทั่วโลกสำเร็จ จะทำให้เกิดการพัฒนาเมืองตามแนวที่เส้นทาง OBOR พาดผ่าน ซึ่งจะทำให้เกิดตลาดใหม่ขึ้นมารองรับการส่งออกสินค้าของไทยเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก

แม้ว่าไทยจะไม่ได้อยู่บนเส้นทางสายไหมโดยตรง แต่ไทยอยู่ทำเลที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน และอยู่ในส่วนการขยายการค้าการลงทุนในกลุ่มอินโดจีนซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายของจีนเช่นกัน ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศเร่งศึกษาศักยภาพและโอกาสของเมืองตามแนวเส้นทาง OBOR เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนหรือร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อพัฒนาตลาดที่เกิดขึ้นใหม่เหล่านี้ต่อไปแล้ว

พร้อมทั้งเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการเจรจาจัดทำความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (FTA) กับ 3 ประเทศที่อยู่บนเส้นทางสายไหมแห่งนี้ ได้แก่ เอฟทีเอไทย-บังคลาเทศ, เอฟทีเอไทย-ปากีสถาน และเอฟทีเอไทย-ตุรกี โดยตั้งเป้าจะเริ่มคลิกออฟการเจรจาให้ได้ในปี 2560

OBORเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน-ต่อยอดการค้า
‘เดวิด เลา ชิไว’ ประธานกรรมการ บริษัท ดูฟูด จำกัด ในฐานะประธานกลุ่มเครื่องปรุงและอาหารพร้อมรับประทาน สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป มองว่า นโยบาย OBOR ไม่ใช่นโยบายใหม่ แต่เป็นการดึงเส้นทางสายไหมมีทางทะเลและทางถนนในอดีตกลับมาใช้อีกครั้ง โดยมีเป้าหมายยเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศป้องกันหากสมมุติทะเลทางญี่ปุ่นกับทางไต้หวันถูกปิด เส้นทางนี้เปรียบเสมือนเป็นประตูหลังบ้านของจีน

นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลจีนเข้าไปให้ความช่วยเหลือประเทศอื่น ในการสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูง โดยเฉพาะเส้นจังหวัดหนองคาย-มาบตาพุด ซึ่งเส้นนี้ยังคุ้มค่ากับไทยน้อยกว่าเส้นกรุงเทพ-เชียงใหม่ แต่จีนผลักดันทุกทาง เพราะมองว่าต่อไปไทยมีกรุงเทพ-มาเลเซีย-สิงคโปร์ และแม่สอด-มัณฑเลย์-อินเดีย-ตุรกี ก็เหมือนกับจีนมีรถไฟ 14 วันไปอังกฤษ อันนี้อีกไม่นานจะกลายเป็นเส้นทางสำคัญ

ทั้งยังมองเห็นอนาคตว่าการพัฒนาเครื่องยนต์ที่ไม่ใช้พลังงานอื่นแทนน้ำมันก็เริ่มมีมากขึ้น การลงทุนสร้างเส้นทางจะคุ้มค่าหรือไม่ จึงเสี่ยงที่ไทยอาจจะทำไม่ดำเนินการ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจีนออกแรงผลักดันทุกด้าน รวมถึงการให้สนับสนุนด้านการเงิน

เป้าหมายที่ 2 ในอนาคต OBOR จะมีความสำคัญในทางการค้า เพราะขณะนี้ค่าแรงงานสูงขึ้น เฉลี่ยอยู่ที่หัวละ 500 บาทแล้ว นักลงทุนจีนจะขยายการลงทุนออกมายังกลุ่มอาเซียน อินโดจีน แล้วผลิตสินค้าส่งกลับเข้าไปยังตลาดจีน ต่อไปจึงไม่ใช่ Made in China แต่จะเป็น Made for China

ดันเศรษฐกิจไทยโต 3.5% 
ด้านคุณสนั่น อังอุบลกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า รัฐบาลไทยมาถูกทางในแง่ที่อาศัย One Belt One Road ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศ โดยเฉพาะลงในเขตอีอีซี หากมีการลงทุนจริงก็มีโอกาสจะช่วยให้เศรษฐกิจโดยรวมของในประเทศดีขึ้น กระตุ้นกำลังซื้อมากขึ้น  ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจของไทยในปี 2560 มีโอกาสจะเติบโตได้เกินจากเป้าหมายที่วางไว้ 3.5% อย่างแน่นอน

สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษา Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333

 

10480 Total Views 3 Views Today
แสดงความคิดเห็น