จากเด็กกำพร้า สานฝันทำร้านรองเท้า กระเป๋า ฟันรายได้ปีละกว่า 100 ล้านบาท

ชีวิตเลือกได้ จากลูกเด็กกำพร้า ถือตะกร้าเร่ขายขนมปังตามร้าน แต่ด้วยความฝัน รักในการทำรองเท้า กระเป๋า มานะบากบั่นจนมีกิจการเป็นของตนเอง สร้างตลาดจนสามารถส่งออก ฟันรายได้ไม่น้อยกว่าปีละ 100 ล้านบาท

ทุกวันนี้การมีธุรกิจเป็นของตัวเองนับเป็นความฝันอันดับต้นๆ ของคนรุ่นใหม่ ที่แม้ว่าต้นทุนการทำธุรกิจจะถือเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งของการเริ่มต้น แต่สำหรับคนรุ่นใหม่นั้น ต่อให้ไม่มีต้นทุนอะไรเลย พวกเขาก็มีพลังความฝันที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างให้กลายมาเป็นเครื่องมือเพื่อมุ่งไปสู่ความสำเร็จที่วาดหวังไว้

เช่นเดียวกับผู้หญิงที่ชื่อ กรกนก สว่างรวมโชค หรือ ป้อ เจ้าของธุรกิจรองเท้าและกระเป๋าแบรนด์ Shuberry ที่ปัจจุบันมีมากกว่า 10 สาขาบนห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และยังส่งออกไปต่างประเทศ เธอเป็นคนหนึ่งที่เริ่มต้นจากศูนย์และพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เปลี่ยนชีวิตจากสาวน้อยที่ถือตะกร้าขนมปังเร่ขายตามบ้าน สู่การเป็นเจ้าของรองเท้าและกระเป๋าแบรนด์ดัง ที่มียอดจำหน่ายกว่า 100,000 คู่ต่อปี สร้างรายได้ปีละ 100 กว่าล้านบาท

จากเด็กหญิงที่กำพร้าพ่อที่มีชีวิตช่วยแม่ขายขนมปังมาตั้งแต่เด็ก ทำให้กรกนกกลายเป็นคนที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และมีความมุ่งมั่นที่จะมองหาโอกาสดีๆ ให้แก่ชีวิต จนวันหนึ่งในวัย 21 ปี เธอพบว่าตัวเองมีความชอบและสนใจด้านแฟชั่น จึงลองออกแบบและเริ่มต้นธุรกิจผลิตกระเป๋าและรองเท้าจำหน่าย ด้วยดีไซน์ที่เก๋ไก๋ทำให้ธุรกิจเล็กๆ ของเธอขยายสู่ตลาดแฟชั่นย่านสยามสแควร์อย่างรวดเร็ว และกลายเป็นผู้ค้าส่งรายใหญ่ในตลาดแฟชั่นย่านประตูน้ำ จนพัฒนาต่อยอดเป็นแบรนด์รองเท้าและกระเป๋าแฟชั่นที่ได้รับความนิยมมากมาย

กรกนกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจของเธอว่า เกิดจากได้เห็นเพื่อนที่เคยใช้กระเป๋าแบรนด์เนมหันไปนิยมใช้กระเป๋าแฟชั่น จึงเห็นช่องทางทำธุรกิจนี้ ตอนนั้นเธอไม่มีเงินลงทุนเลย แต่ความคิดว่าหากเธอไม่เริ่มต้นในตอนนี้ ก็จะไม่สามารถมีอนาคตที่ดีในวันหน้าได้ เธอจึงเริ่มต้นด้วยการรับออเดอร์ล่วงหน้าจากลูกค้าแล้วนำยอดสั่งซื้อไปหาโรงงานที่ทำตัวอย่างสินค้าให้ฟรี จากนั้นนำสินค้าตัวอย่างไปเสนอลูกค้า ด้วยวิธีการนี้เธอใช้เวลาเพียงแค่ 6 เดือนก็สามารถมีเงินทุนหลักแสน และนำไปเปิดร้านได้อย่างที่เธอตั้งใจได้

“ป้อเริ่มทำธุรกิจตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยปี 4 ตอนแรกๆ ไม่ได้ใช้เงินลงทุนเลย ใช้วิธีออกแบบกระเป๋าก่อนแล้วไปหาโรงงาน โดยเปิดตามสมุดหน้าเหลือง ซึ่งก็มีแต่โรงงานใหญ่ๆ โทร.ไปก็ไม่มีใครสนใจจะทำให้ เพราะข้อจำกัดของเราคือนอกจากจะต้องทำสินค้าให้เราแล้ว ยังต้องทำตัวอย่างให้เราก่อน เพื่อที่เราจะเอาไปเทคออเดอร์กับลูกค้า ซึ่งต่อมาป้อได้มาเจอโรงงานเล็กๆ แห่งหนึ่ง ก็ไปขอให้เขาช่วยซึ่งเขาโอเค ตอนนั้นจึงได้ทำตัวอย่างขึ้นมาก่อน แล้วถ้ามีลูกค้าสั่งก็จะเอาไปให้เขาช่วยผลิตให้ เสร็จแล้วจึงไปเก็บเงินที่ลูกค้าและนำมาจ่ายให้โรงงาน นี่เป็นจุดเริ่มต้นแรกค่ะ”

จากธุรกิจเล็กๆ กรกนกยังได้ต่อยอดกิจด้วยการสร้างแบรนด์ Shuberry โดยมีจุดเริ่มต้นจากธุรกิจกระเป๋าที่ขยายไปสู่ธุรกิจเสื้อผ้าและรองเท้า ที่เธอผลิตทั้งขายปลีกและขายส่ง และจากการทำตลาดสินค้าทั้งสามประเภทภายในร้านเดียวกัน เธอพบว่าจุดเด่นในธุรกิจของเธอคือธุรกิจรองเท้า ที่ทำยอดในการขายส่งได้เป็นอย่างดี แต่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ร้านแต่ละสาขาของเธอเกิดภาวะแย่งยอดขายกันเอง ทำให้เธอคิดหาทางรอดด้วยการสร้างแบรนด์สินค้าขึ้น จึงเกิดเป็นไอเดียเปิดธุรกิจร้านรองเท้าแบรนด์ Shuberry ที่วางขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ

หลังจากนั้นกรกนกประสบอุบัติเหตุที่ข้อเท้า ทำให้ต้องรักษาตัวและไม่สามารถหารองเท้าที่ใส่แล้วเดินได้โดยไม่เจ็บเท้า ความเจ็บป่วยครั้งนี้กลายเป็นการจุดประกายความคิดให้เธอคิดทำรองเท้าที่ช่วยแก้ไขปัญหาสำหรับผู้ที่มีอาการบาดเจ็บที่เท้า และพัฒนาเป็นรองเท้าเพื่อสุขภาพสำหรับคนทั่วไป เกิดเป็นรองเท้าโซฟา ชูส์ (SOFA SHOES) ที่โดดเด่นด้วยการใช้ดีไซน์ของโซฟาให้กลายมาเป็นโซฟาสำหรับฝ่าเท้า ผลิตขึ้นมาเพื่อรักษาโรครองช้ำ และยังผสมผสานภูมิปัญญาในการนวดฝ่าเท้าของไทย โดยออกแบบพื้นรองเท้าให้สามารถรองรับจุดสำคัญของฝ่าเท้าได้ด้วย

“สำหรับป้อการทำรองเท้ามันเป็นอะไรที่ยากมาก เพราะโรงงานรองเท้าไม่ได้หาง่ายตามท้องถนนทั่วไป เสิร์ชหาชื่อโรงงานทำรองเท้ายังไม่มีเลย จนวันหนึ่งเราไปเดินที่สวนจตุจักร ไปเจอคนขายรองเท้าสานทำมือ เราก็ปิ๊งไอเดีย เพราะมันคล้ายกับแบบที่เราอยากได้ เลยไปคุยกับเขา อธิบายให้เขาฟังว่าอยากดัดแปลงยังไง จากนั้นเขาก็หันมาทำรองเท้าส่งให้ร้านเราแทน จนเขาสามารถเปิดโรงงานของตัวเองได้”

ในการทำตลาด กรกนกเริ่มต้นจากการไปเปิดร้านที่สยามสแควร์ ภายใต้แบรนด์และร้านที่ชื่อว่า Sexy de Cute มีโลโก้เป็นผู้หญิงหัวฟู ซึ่งขายได้ดีมากจนมีร้านที่สอง สาม สี่ ห้า และหกตามมา แบรนด์ Sexy de Cute ก็เริ่มเป็นที่รู้จักและติดตลาด ต่อมามีช่วงหนึ่งที่สินค้าแฟชั่นเริ่มดร็อปลงเพราะเศรษฐกิจซบเซา จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอคิดทำสินค้าขึ้นห้าง สิ่งแรกที่เธอคำนึงตอนนั้นคือ “หากจะนำสินค้าเข้าห้าง ก็ต้องทำแฟชั่นที่เบาๆ ใครๆ ก็สามารถใส่และใช้ได้ ในราคาที่เอื้อมถึง” นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ SHUBERRY ซึ่งประสบความสำเร็จสูง จนสามารถขยายสาขาได้ถึง 12 สาขาในปัจจุบัน และเธอยังเป็นผู้ส่งสินค้ารายใหญ่ในย่านประตูน้ำและขยายสาขาไปขายในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา  พม่า เวียดนาม อีกด้วย โดยราคาสินค้าของเธอจะอยู่ที่ 350-2,500 บาท สามารถสร้างรายได้ถึง 100 กว่าล้านต่อปี

ถามถึงเคล็ดลับสู่ความความสำเร็จของสาวคนนี้เธอบอกว่า “ถ้าอยากจะทำอะไร ขอให้ทำสิ่งที่ตัวเองถนัด ทำสิ่งที่ตัวเองชอบและสนใจ เพราะถ้าเราเจออุปสรรคอะไร เราจะสามารถฟันฝ่าไปได้ และจะไม่เป็นเรื่องยาก ที่สำคัญคือต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ หมั่นศึกษาหาความรู้ ฝึกเป็นคนช่างสังเกต เพื่อมองหาโอกาส ถ้าอยากเป็นเจ้าของธุรกิจต้องมีใจสู้ อย่ามองอุปสรรคเป็นเรื่องท้อแท้ เพราะการทำธุรกิจทุกอย่างต้องเจอกับอุปสรรคทั้งนั้น ขอให้ใจสู้และคิดบวกเข้าไว้ สำหรับป้อทุกครั้งที่เจออุปสรรคแล้วเราแก้ปัญหา มันทำให้เราเจอโอกาสใหม่ๆ ตลอด สำหรับผู้ที่เริ่มต้นทำธุรกิจขอแนะนำว่า การเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องเริ่มจากใหญ่ๆ ให้เริ่มจากเล็กๆ จะดีที่สุด เริ่มอะไรที่ไม่ต้องลงทุนมากยิ่งดี เพราะเราไม่จำเป็นต้องไปทุ่มที่ตัวเงิน ให้ทุ่มที่แรงกายแรงใจจะไม่มีขาดทุนแน่นอน”

สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษา Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333

56208 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น