ยอดการส่งออกเดือนพ.ค.ดีดสูงสุดในรอบ 52 เดือน ปรับอัตราการเติบโต 5 %

“พาณิชย์”เผยมูลค่าส่งออกเดือนพฤษภาคมเฉียด 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 13.2% สูงสุดรอบ 52 เดือน ผลจากเศรษฐกิจโลกฟื้น การค้าขยายตัว มั่นใจทั้งปีโต 5% ขณะ”แบงก์ชาติ”เตรียมปรับคาดการณ์ เพิ่ม จากเดิมมองโต 2.2% ด้าน”สมคิด” มั่นใจส่งออกโตต่อเนื่อง ดัน”จีดีพี” ปีนี้ 3.5%

กระทรวงพาณิชย์แถลงตัวเลขการส่งออกไทยเดือนพฤษภาคม มีมูลค่ารวม 1.99 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้น 13.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 52 เดือน และทำให้การส่งออกช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ขยายตัวที่ 7.2% เป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 6 ปี

ส่วนการนำเข้าเดือนพฤษภาคม มีมูลค่า 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.6% ทำให้ไทยมียอดเกินดุลการค้าในเดือนพฤษภาคมกว่า 944 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การนำเข้าช่วง 5 เดือนแรก เติบโตขึ้น 15.24% และมียอดเกินดุลการค้ารวม  5,053.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

คุณดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า ตัวเลขการส่งออกเดือนพฤษภาคมที่ขยายตัวถึง 13.2% นั้น ถือว่าสูงกว่าที่ ธปท. ได้คาดการณ์ไว้พอสมควร ทำให้ ธปท. อาจต้องทบทวนคาดการณ์การส่งออกของไทยในปีนี้ใหม่ โดยปรับขึ้นจากประมาณการเดิมที่ประเมินไว้ที่ 2.2% เพราะตัวเลขนี้ ถือว่าค่อนข้างต่ำกว่าความเป็นจริง

“ตัวเลข 2.2% ดูจะเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างต่ำไป เราอยู่ระหว่างการทบทวน ซึ่งกำลังรอดูรายละเอียดจากตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์ในเดือนล่าสุด เพื่อมาประกอบการพิจารณา”

“สมคิด”คาดส่งออกหนุนเศรษฐกิจโต 3.5%
ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการขับเคลื่อนงานทางด้านเศรษฐกิจนั้นรัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ผล ล่าสุดเศรษฐกิจขยายตัวได้ที่ 3.3% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และคาดว่าทั้งปีเฉลี่ยจะอยู่ที่ 3.5% หรือสูงกว่า เพราะขณะนี้เศรษฐกิจโลกดีขึ้น ส่งออกของไทยถ้าไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงจากปัจจุบันมาก เชื่อว่าอัตราการขยายตัวของส่งออกจะเติบโตได้ต่อเนื่อง

ขณะที่หนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ในระดับไม่เกิน 45% ถือว่ามีเสถียรภาพท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยตลอด 3 ปี ขณะที่ตลาดทุนก็เติบโตต่อเนื่อง ช่วงปี 2554-59 กำไรสุทธิโดยเฉลี่ยของบริษัทจดทะเบียนอยู่ 7% ไตรมาสแรกที่ผ่านมากำไร 3 แสนล้านบาท เติบโต 21% ตลาดมีขนาด 122% ของจีดีพี

คุณพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า ปัจจัยบวกที่ทำให้การส่งออกเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ขยายตัวสูงสุดในรอบ 52 เดือนนั้น เป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะมูลค่าการค้าโลกในเดือนเมษายน 2560 พบว่ามีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.8% ซึ่งขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 สะท้อนถึงการฟื้นตัวของการค้าโลก ที่กลับมามีความแข็งแรงมากขึ้น

อีกทั้งสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ยังขยายตัวตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้การส่งออกขยายตัวได้ดีในทุกตลาดสำคัญและทุกกลุ่มสินค้า

คงเป้าส่งออกปีนี้ไว้ที่ 5%
สำหรับแนวโน้มการส่งออกของไทยในปี 2560 คาดว่าจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าปีก่อน โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นสำคัญ ขณะที่การนำเข้าที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าทุน และสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป สะท้อนทิศทางที่ดีของภาคการผลิตและบริการ ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อการส่งออกและเศรษฐกิจไทยในภาพรวมในระยะต่อไป โดยกระทรวงยังคงเป้าส่งออกปีนี้ไว้ที่ 5% แต่อย่างไรก็ดีต้องจับตาดูปัจจัยลบจากราคาน้ำมัน และค่าเงินที่ผันผวน

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากความไม่ชัดเจนในนโยบายกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะมาตรการทางการค้าของสหรัฐที่คาดว่าเร็วๆ นี้จะมีการประกาศใช้มาตรการเก็บภาษีกับสินค้าเหล็กออกมา

คาดบาทเฉลี่ย35.5ต่อดอลลาร์ 
อย่างไรก็ตาม สนค. ประมาณการณ์ค่าบาทที่ประเมินไว้ต่อการส่งออกเติบโต 5% ไว้อยู่ที่ระดับ 35.5 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนน้ำมันประเมินกรอบ 50 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล อีกทั้งหากไทยจะผลักดันการส่งออกให้ขยายตัวตามเป้าหมายดังกล่าวนั้น ในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้ (มิ.ย.-ธ.ค.2560) การส่งออกจะต้องมีมูลค่าเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 1.89 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือรวม 1.32 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ สำหรับการส่งออกรายสินค้าเดือนพฤษภาคม 2560 พบว่า สินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมการเกษตร ส่งออกเพิ่มขึ้น 17.6% สินค้าสำคัญที่ส่งออกเพิ่มขึ้น เช่น ข้าว เพิ่ม 1.9% ยางพารา เพิ่ม 44.7% เว้นผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ลดลง 14%

ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม ส่งออกเพิ่ม 12.8% เช่น ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่ม 12.5% และเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่ม 24.2% เว้นอัญมณีและเครื่องประดับส่งออกลดลง 42.4% ซึ่งต้องไปหาสาเหตุของการลดลงในกลุ่มอัญมณีในทุกตลาด

ตลาดส่งออกหลักเพิ่มขึ้น 15.2%
ด้านตลาดส่งออกเดือนพฤษภาคม 2560 พบว่า ตลาดหลักส่งออกเพิ่ม 15.2% ได้แก่ สหรัฐ เพิ่ม 8.8% ญี่ปุ่น เพิ่ม 25.7% สหภาพยุโรป (15) เพิ่ม 13.2% ตลาดศักยภาพสูง เพิ่ม 20% ได้แก่ อาเซียน เพิ่ม 14.3% แบ่งเป็น อาเซียนเดิม (5) เพิ่ม 14.2% ซีแอลเอ็มวี เพิ่ม 14.3% จีน เพิ่ม 28.3% อินเดีย เพิ่ม 19.8% ฮ่องกง เพิ่ม 30.3% ตลาดศักยภาพรอง เพิ่ม 6.3% เช่นทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 2.3% ตะวันออกกลาง เพิ่ม 11.7% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 13.5% กลุ่มซีไอเอสและรัสเซีย เพิ่ม 60.6%  เว้น แอฟริกา ลด 6.1% และตลาดอื่นๆ ลด 62.7%

1848 Total Views 2 Views Today
แสดงความคิดเห็น