เริ่มทำอีคอมเมิร์ซยังไงด้วยเงินน้อยกว่า 3,500 บาท

จุดเริ่มต้นการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซนี่ดูเป็นอะไรที่ยุ่งยากและน่าเครียดสุด ๆ เลยนะครับ เพราะมันมีข้อมูลตั้งมากมายที่เราต้องใส่ใจ ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง เมื่อไหร่ ซึ่งถ้าทำผิดพลาดก็อาจจะเริ่มต้นใหม่ได้จริง แต่มันก็ต้องเสียทั้งค่าใช้จ่าย เสียทั้งเวลาไปฟรี ๆ

ทำอีคอมเมิร์ซใครว่าต้องใช้งบเยอะ?
Highlight :
•   เริ่มต้นทำอีคอมเมิร์ซด้วยการสำรวจตลาดว่าสินค้าไหนที่คนชอบและใช้งานเยอะ
•   สร้างโปรโมชั่นที่น่าสนใจ ลด แลก แจก แถม ให้แตกต่างจากคู่แข่ง
•   ทำเว็บไซต์ของตัวเองขึ้นมาเพื่อรองรับลูกค้าในอนาคต
•   ฟังเสียงตอบรับของลูกค้า เพื่อพัฒนาธุรกิจอีคอมเมิร์ซให้ดียิ่งขึ้น

ก่อนที่จะมุ่งหน้าเริ่มต้นทำอีคอมเมิร์ซกันอย่างเต็มตัว ขอให้เพื่อน ๆ ทุกคนได้ลองดู 4 ขั้นตอนต่อไปนี้กันนิดนึง รับรองได้เลยว่ามันจะช่วยให้การทำอีคอมเมิร์ซของเราประหยัดขึ้นได้เป็นกองเลยล่ะครับ

1. คิดก่อนว่าจะขายอะไรดี
ค่าใช้จ่าย : 0 บาท
ไม่ต้องรีบครับ ของแบบนี้ต้องใช้เวลา เรื่องของสินค้านี่เป็นอะไรที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะถ้าเราเลือกสินค้าผิด ชีวิตการทำอีคอมเมิร์ซจะเปลี่ยนไปทันที จากที่จะขายดี กลับต้องขายไม่ได้ หรือขายยาก คนซื้อน้อย ซึ่งอาจทำให้การลงทุนครั้งแรกของเราต้องเสียเงินฟรี และมีสินค้ามาวางกองเอาไว้โดยไม่จำเป็นได้ ดังนั้นเพื่อให้เราเลือกสินค้ามาขายได้ตรงใจลูกค้ามากที่สุด ให้เราสังเกตคนใกล้ตัวก่อนเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนเรา แฟนเรา หรือคนในครอบครัวของเรา ดูว่าเค้าต้องการอะไร เค้าชมสินค้าชิ้นไหน และเค้าอยากได้อะไร ทำไมเค้าถึงชอบมัน ซึ่งเราอาจจะไม่ต้องไปประดิษฐ์คิดค้นสิ่งของที่มันล้ำเลิศกว่าเดิม เราแค่หาของที่มันดีกว่า ถูกกว่า เร็วกว่า ปลอดภัยกว่า มาขายก็พอ อาจจะลองมองจากกลุ่มขายของเฟซบุ๊กดูก็ได้นะครับ อาจทำให้เราพบไอเดียสินค้าดี ๆ ก็ได้ โดยเงินก้อนแรกนี้เราอาจจะเริ่มจากสินค้าไม่กี่ชิ้น ลงทุนไปแค่ 1-2 พันบาทเท่านั้นก็พอครับ

2. สร้างข้อเสนอที่น่าสนใจ
ค่าใช้จ่าย : 0 บาท
ข้อเสนอส่วนมากมักจะน่าเบื่อหมดแหละครับ ถ้าขายซอฟต์แวร์บางเจ้าก็จะบอกว่า “ติดต่อเราเพื่อขอตัวทดลองใช้ฟรี” หรือถ้าขายเสื้อผ้านี่ก็ลด 10% บ้างอะไรบ้าง ซึ่งมันก็ลำบากเวลาลูกค้ามาเห็น ก็ต้องนั่งคำนวณเองอีกว่ามันลดไปเท่าไหร่ ถ้าอยากให้สินค้าของเราน่าสนใจ ต้องทำราคาให้ชัดเจนเลยครับว่าเค้าจะได้อะไรบ้าง ลดไปแค่ไหน อาจจะยืมการตลาดแบบออฟไลน์มาก็ได้ เช่น เขียนราคาแพง ๆ แล้วขีดฆ่าทิ้งเป็นลดราคา แต่จริง ๆ คือราคาเดิม หรืออาจจะขายราคาที่เพิ่งขึ้น แต่เอาของแถมต่าง ๆ มาล่อ ซึ่งของแถมพวกนี้ที่คนฮิต ๆ กันก็พวก พาวเวอร์แบงก์ พัดลมมือถือ หรือไม้เซลฟี่ เพราะมันเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนไทย ไม่ว่าจะขายสินค้าอะไร แค่มีข้อเสนอพวกนี้เพิ่มเข้าไป ก็ทำให้คนสนใจไม่ยากแล้วล่ะครับ

3. สร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของตัวเองขึ้นมา
ค่าใช้จ่าย : 2,000 บาท
แรก ๆ เราอาจจะเริ่มต้นจากการใช้เฟซบุ๊กหรือโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ในการขายไปก่อน ซึ่งค่าใช้จ่ายนั้นก็ฟรีอย่างที่รู้กัน แต่ถ้าอยากให้ธุรกิจมั่นคง และคิดจะยึดอาชีพนี้เป็นอาชีพหลักล่ะก็ แนะนำว่าให้สร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซขึ้นมาจะดีกว่าครับ เพราะมันจะดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการได้ดี ง่ายต่อการค้นหาสินค้า ฟังก์ชั่นต่าง ๆ ครบครัน ตอบโจทย์ในการทำอีคอมเมิร์ซที่สุดแล้วล่ะ  โดยถ้าเราไม่มีความรู้ด้านนี้ก็อาจจะต้องเสียเงินจ้างคนทำเว็บไซต์สักหน่อย แต่ถ้ามีความรู้หรือพยายามศึกษาจากยูทูป google ก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปได้เยอะเลยล่ะครับ

4. ฟังเสียงลูกค้า
ค่าใช้จ่าย : 0 บาท
ฟีดแบคทั้งหลาย หรือคำรีวิวต่าง ๆ นี่แหละครับที่จะเป็นเครื่องมือชิ้นต่อไปที่จะทำให้อีคอมเมิร์ซของเราก้าวไกลกว่าที่เคยเป็น เพราะหลังจากลูกค้าเค้าได้ทำการสั่งซื้อสินค้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็อาจจะติดต่อกลับไปสอบถามถึงคุณภาพสินค้า สิ่งที่อยากให้ปรับปรุงเพิ่มเติม หรือลูกค้าชอบอะไร ไม่ชอบอะไรในสินค้าและบริการของเรา ซึ่งเสียงของลูกค้าจะทำให้เราพัฒนาปรับปรุงธุรกิจอีคอมเมิร์ซนี้ให้ดีขึ้นได้ โดยที่ไม่ต้องเสียเงินสักบาทเดียวเลยล่ะครับ

และสิ่งสุดท้ายที่ต้องไม่ลืมก็คือ ทั้งหมดทั้งมวลตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 4 นี้ เราต้องทำควบคู่กับการตลาดออนไลน์ช่องทางอื่นด้วย ทั้งการทำคอนเท็นต์ที่มีประโยชน์ การพยายามดันเว็บไซต์ให้ติด SEO หน้าแรกของ google และการโปรโมทผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งถ้าทำได้ตามนี้ล่ะก็ รับรองว่าเงินไหลมาเทมาแน่นอนครับ

สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษา Bangkok Bank SME โดยธนาคารกรุงเทพ เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333 หรือสนใจสินเชื่อคลิกเลย !

3971 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น